เริ่มต้นดูแลผู้สูงอายุ อย่างไร?

การดูแลผู้ป่วยโรคอัมพาต / โรคอัมพฤกษ์

12 November 2018

author:

การดูแลผู้ป่วยโรคอัมพาต / โรคอัมพฤกษ์

นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ อายุรแพทย์ ของ Health at home

Index

 

อัมพาต กับ อัมพฤกษ์ ต่างกันอย่างไร ?

นี่คือสิ่งที่เรามักได้ยินอยู่บ่อย แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแท้จริงแล้วแตกต่างกันอย่างไร

อัมพาต หมายถึงภาวะที่แขน หรือ ขา ไม่มีแรง ใช้งานไม่ได้
อัมพฤกษ์ หมายถึงภาวะที่แขน หรือ ขอ อ่อนแรงกว่าเดิม แต่ยังพอใช้งานได้

ดังนั้นถ้าสรุปแบบง่ายๆก็ต้องบอกว่าความรุนแรงของอัมพาต นั้นมากกว่าอัมพฤกษ์นั่นเอง

ในภาษาอังกฤษเราจะเสียงว่า Stroke ส่วนในภาษาทางการแพทย์ใช้คำว่า CVA – Cerebrovascular accident ส่วนในภาษาไทยเราก็จะเรียกรวมๆว่า โรคอัมพาตโรคอัมพฤกษ์นั่นเองครับ

 

ตัวเลขและสถิติที่น่าสนใจ

2สาเหตุการตายอันดับสอง
รู้ไหมครับว่าโรคอัมพาตเนี่ยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของประชากรโลกเลยนะครับ จากข้อมูลของ WHO คือ 5.6 ล้านคน (ในปี 2016) ส่วนอันดับหนึ่งคือโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง

รู้ไหมครับว่าโรคอัมพาตเนี่ยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของประชากรโลกเลยนะครับ จากข้อมูลของ WHO คือ 5.6 ล้านคน (ในปี 2016) ส่วนอันดับหนึ่งคือโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง

30-30-30ตายติดเตียงดีขึ้น
พบว่าร้อยละ 30 คนไข้จะเสียชีวิตจากโรคนี้ อีกร้อยละ 30 จะทุพพลภาพ หรือทำงานไม่ได้ และอีกร้อยละ 30 ที่จะมีอาการดีขึ้นหรือหาย แต่ต้องทานยาควบคุม

3-6 “เดือนแรกคือเวลาทอง
เราพบว่าเนื้อสมองจะมีการฟื้นตัวในช่วง 3 เดือนแรก และหลังจาก 6 เดือนแล้วจะมีการฟื้นตัวที่ลดลงแล้ว หรือพูดได้ว่าช่วง 6 เดือนแรก ถ้ามีโรคนี้เกิดขึ้นต้องดูแลให้เต็มที่ เพราะประโยชน์จากการกระตุ้น การรักษาจะสูงสุดในช่วงนี้ ถ้าหลังจากช่วงหกเดือนแรกไปแล้ว การฟื้นตัวจะไม่มากแล้ว

4” ชั่วโมง
หากคนไข้เป็นภาวะหลอดเลือดในสมองชนิดขาดเลือด แพทย์สามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดได้ เพื่อทำให้ลิ่มเลือดบริเวณที่อุดหลอดเลือดนั้นสลายไป ทำให้เลือดสามารถเข้าไปเลี้ยงเนื้อสมองบริเวณดังกล่าวได้ แต่ถ้าผ่านช่วงเวลาเกิน 4-4.30 ชั่วโมงไปแล้วจะไม่มีประโยชน์ ดังนั้นนี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องรีบพาคนไข้โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ( ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้โทร 1669 นะครับ)

* หมายเหตุ การให้ยาสลายลิ่มเลือด มีข้อบ่งชี้และข้อห้าม ดังนั้นไม่สามารถให้ได้ในคนไข้ทุกคนนะครับ

 

การแบ่งประเภท

เราอาจจะเคยได้ยินคุณหมอพูดว่าอันนี้เป็นเส้นเลือดสมองตีบ หรือ เส้นเลือดในสมองแตก หรือ เลือดออกในสมอง ซึ่งถ้าจะแบ่งตามนิยามของคุณหมอ เราก็จะแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆครับ

  1. กลุ่มโรคหลอดเลือดในสมองชนิดขาดเลือด (Ischemic stroke)
  2. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic stroke)

โดยจากข้อมูลของประชากรไทยพบว่าประมาณ 70% จะเป็นกลุ่มแรก และ 30% เป็นกลุ่มที่สอง

เมื่อตรวจพบแบบกลุ่มแรก คนไข้จะพบกับคุณหมออายุรกรรมระบบประสาทเพื่อรักษา อาจมีการให้ยาละลายลิ่มเลือด แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่สองคนไข้จะถูกส่งไปพบประสาทศัลยแพทย์ (Neuro-Surgeon) ถ้าใครเคยดูซีรีย์หนังเรื่อง Grey Anatomy ก็คือสาขาที่พระเอกเชี่ยวชาญนี่แหละครับ โดยมากถ้าเป็นหนังเกี่ยวกับหมอนั้นจะพบว่า จะมีบทของศัลยแพทย์ มากกว่าอายุรแพทย์มากกว่า เพราะดูตื่นเต้นเร้าใจกว่า แต่ถ้าเราดูจากสถิติจะพบว่าโรคของอายุรแพทย์มากกว่านะครับ (ขออนุญาตอวยให้สาขาของตัวเองหน่อย)

ใครที่เสี่ยงเป็นโรคนี้ ?

คนมากมายกังวลว่า “ฉันจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ?” วันนี้ผมเลยอยากลองรวบรวมข้อมูลมาให้ดูว่าภาวะเสี่ยงของการเกิดโรคนี้มีอะไรบ้างนะครับ

1. โรคความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีภาวะความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 70 และพบว่าการควบคุมความดันตัวบนลดลงมา 5-6  มิลลิเมตรปรอท จะลดความเสี่ยงได้ร้อยละ 40% ทีเดียว ดังนั้นหลายๆท่านที่เป็นความดันแล้วไม่ยอมกินยาคุณหมอ อย่าลืมวัดความดันนะครับว่าความดันควบคุมได้ดีหรือยัง ถ้ายังก็ยังแนะนำให้รับประทานยา หรือ ปรึกษาคุณหมอเพื่อปรับแผนการรักษาด้วยกันนะครับ

 ผมอาจเน้นเพิ่มเติมว่าโรคความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการแสดงอะไรนะครับ ถ้าไม่ไปตรวจวัดก็จะไม่รู้เลย แต่ถ้ามันมีอาการแล้วมักจะแก้ไขไม่ค่อยทันเท่าไหร่แล้วนะครับ โรคอัมพาตก็เป็นหนึ่งในอาการแสดงของภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดีนะครับ

2. เบาหวาน

พบว่าคนที่เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า

3. ไขมันในเลือดสูง

จากข้อมูลไม่พบความสัมพันธ์โดยตรง แต่พบว่าหากได้รับยาลดไขมันกลุ่มสเตตินในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงแล้วมีคลอเลสโตรอลสูงจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองตีบได้

4. สูบบุหรี่

พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดโรคอัมพาตได้สูงกว่าคนทั่วไป 1-5 เท่า และเมื่อหยุดบุหรี่เลย 2-5 ปีจะพบโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 30-40% ดังนั้นท่านผู้อ่านถ้ายังสูบบุหรี่อยู่ หรือมีคนใกล้ตัวที่ท่านรักสูบอยู่ หมอก็แนะนำให้หยุดเลยตั้งแต่วันนี้นะครับ คุ้มกว่าเยอะครับ

5. การดื่มแอลกอฮอล์วันละ 5 หน่วย (เบียร์ 1 ขวด ไวน์ 1 แก้ว เหล้าขาว 1 เป๊ก)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะดื่มน้อยกว่านี้ก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกันนะครับ ยังไงหมอแนะนำว่าไม่ควรทานเลยจะดีกว่า

6. ภาวะอ้วน → BMI > 25   อ้วนลงพุง ชาย 40 นิ้ว หญิง 35 นิ้ว

การคำนวณ BMI สามารถทำได้โดย นำน้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัมตั้ง แล้วหารด้วย ส่วนสูงที่หน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง เช่นถ้าสูง 175 ซม ก็คือ 1.7 ยกกำลังสองครับ ถ้าหารแล้วมากกว่า 25 แสดงว่าคุณอยู่ในภาวะอ้วนแล้วละครับ

7. การไม่ออกกำลังกาย

อันนี้จริงๆ คงจะเป็นสาเหตุของทุกโรคเลยก็ว่าได้ครับ ปัจจุบันใครลองคิดย้อนว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย หลังอ่านบทความนี้จบควรจะออกกำลังกายโดยพลันครับ

8. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ  Atrial Fibrillation

ภาวะนี้คือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึ่งการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จะมีช่วงที่หัวใจไม่บีบตัว หรือบีบตัวช้ากว่าปกติ ทำให้เลือดในห้องหัวใจไม่ไหลเวียน อาจเกิดการตกตะกอนของเลือดกลายเป็นลิ่มเลือดได้ เปรียบเทียบได้กับน้ำที่ไม่ไหลเกิดตกเป็นตะกอน แล้วลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในห้องหัวใจก็เกิดหลุดขึ้นไปอุดตันในเส้นเลือดสมองนั่นเองครับ ภาวะนี้เกิดได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ ซึ่งปกติแล้วคนไข้มักไม่มีอาการ การตรวจสุขภาพประจำปีอาจจะช่วยให้พบภาวะนี้ได้ และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Apple Watch รุ่นล่าสุดชูการตรวจพบโรคนี้เป็นจุดขาย แต่ผมก็อยากย้ำเตือนว่าเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้ดีพอที่จะเชื่อถือได้มากกว่าอายุรแพทย์โรคหัวใจนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ควรพบแพทย์จะดีกว่า จากสถิติพบว่าถ้ามีภาวะ Atrial Fibrillation นี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าเลยทีเดียว แล้วถ้าเราตรวจพบโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งก็จะช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เยอะเลยทีเดียวครับ

 

อาการของผู้ป่วยอัมพาต 

หลักการคือ สมองเราทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอวัยวะต่างๆในร่างกาย ดังนั้นถ้าสมองส่วนไหนเสียการควบคุมก็จะสูญเสียไป

ทีนี้เราต้องเข้าใจวงจรการเชื่อมต่อจากสมองไปสู่ร่างกาย ซึ่งจะพบว่ามีการไขว้สลับสมองข้างขวาไปร่างกายซีกซ้าย และสมองซีกซ้ายไปยังร่างกายซีกขวา  ทีนี้จะเห็นว่าถ้าสมองซีกไหนขาดเลือดหรือเสียไป เลยส่งผลให้เกิดการอ่อนแรงครึ่งซีกที่เราพบได้บ่อยๆ ในกรณีที่เส้นเลือดที่ไปเลี่ยงสมองส่วนที่ควบคุมส่วนอื่นๆเสียก็จะมีอาการแสดงคนละแบบเช่นกัน เช่น ศูนย์ควบคุมการพูดเสียก็พูดไม่ชัด หรือ ส่วนควบคุมการกลืนเสียก็เกิดการกลืนลำบาก แต่จากสถิติก็พบว่าตำแหน่งที่มีการเกิดเหตุบ่อยที่สุดคือส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อนี่แหละครับ เลยทำให้ภาวะที่เราพบได้บ่อยที่สุดคือ อ่อนแรงครึ่งซีก อาจมีปากเบี้ยว พูดไม่ชัด

เปรียบได้กับอุบัติเหตุบนถนนที่สามารถเกิดได้ทุกที่ แต่มันจะมีจุดโค้งอันตราย หรือ จุดที่เกิดอุบัติเหตุได้ถี่กว่าที่อื่นนั่นเอง

 

ถ้าเจอคนใกล้ตัว หรือคนที่เราดูแลอยู่มีอาการน่าสงสัยต้องทำอย่างไร?

1669 –คิดอะไรไม่ออกโทร หนึ่ง หก หก เก้า

ถ้าคนใกล้ตัวเรา ตัวเรา หรือคนที่เราดูแลอยู่มีอาการที่เข้าข่ายสงสัยโรคอัมพาต เราต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีครับ โดยถ้าคิดอะไรไม่ออกต้องโทร 1669 ครับ

เพราะสิ่งสำคัญคือ ในโรคอัมพาตนี้ ถ้าเป็นภาวะหลอดเลือดสมองขาดเลือดบางประเภท จะสามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดได้ เพื่อเปิดให้เลือดสามารถไปเลี้ยงสมอง ไม่ให้เนื้อสมองนั้นตาย แต่ช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียง 4 ชั่วโมง 30 นาทีเท่านั้น  ดังนั้นทุกนาทีมีคุณค่านะครับ

 

การดูแลผู้ป่วยอัมพาตที่บ้าน

อย่างที่ได้บอกไปในช่วงต้นว่าผู้ป่วยที่เสียชีวิตนั้นคือ 30% ดังนั้นอีก 70% ที่เหลือต้องกลับมารักษาต่อที่บ้าน ดังนั้นการดูแลที่บ้านจึงเป็นส่วนที่สำคัญ ผมจะขอพูดถึงในประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการดูแลคนไข้กลุ่มนี้

1. การป้องกันแผลกดทับ

  • การไม่ได้พลิกตัว จะทำให้ผิวหนังขาดเลือด ผิวหนังคือด่านแรกที่จะช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ที่จะบุกรุกเข้าไปในร่างกาย

วิธีการ
ตรวจตราผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก หากพบรอบแดงให้นวดเบาๆ และ ละเว้นการนอนทับส่วนนั้นชั่วคราว
พลิกตัวอย่างน้อยทุกสองชั่วโมง
นวดเบาๆตามปุ่มกระดูกเวลาเปลี่ยนท่าเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียน
รักษาความสะอาด อย่าให้ชื้นแฉะเกินไป
ผ้าปูที่นอนต้องสะอาด และไม่มีรอยย่น ไม่งั้นจะระคายเคือง
ผู้ป่วยบางรายจะมีน้ำลายไหลออกมากองบริเวณกกหู ทำให้เกิดแผล ควรเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ
รับน้ำอาหารให้เพียงพอ

2. ป้องกันการบาดเจ็บ

  • เนื่องจากผู้ป่วยสูญเสียความรู้สึก หรือ สูญเสียการสื่อสาร ทำให้เราประเมินได้ผิดพลาดไปกระเป๋าน้ำร้อน หรือ กระเป๋าน้ำแข็งที่เย็นจัด อันนี้เกิดแผลไหม้พองได้ง่าย
  • การขนย้ายต้องระวังเรื่องแขนขาที่ยื่นออกมาจากเตียง และควรเอาไม้กั้นเตียงขึ้นเสมอ
  • อาการกระสับกระส่ายในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว หรือสื่อสารไม่ได้ ต้องพยายามหาสาเหตุเสมอ อาจเป็น ปัสสาวะคั่ง ถ่ายไม่ออก หรือท้องผูก หรือบางรายเกิดภาวะความดันในกะโหลกศรีษะเพิ่มขึ้น หรือมีเลือดออกในสมองซ้ำ ให้คิดเสมอว่าทุกอย่างที่คนไข้แสดงออกมามีที่มาเสมอ ต้องพยายามหาสาเหตุ ซึ่งหลายครั้งเป็นสาเหตุที่เราสามารถแก้ไขได้ เช่น ปัสสวะค้างจนเต็มกระเพราะปัสสวะ ซึ่งอาจต้องสวนออก ภาวะท้องผูกก็พบได้บ่อย  บางคนเห็นกระสับกระส่ายก็ไปผูกมัดผู้ป่วย ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นให้ผู้ป่วยกระสับกระส่ายมากขึ้น แต่ถ้าต้องผูกมัดผู้ป่วยจริงๆ (ซึ่งผมไม่แนะนำถ้าไม่จำเป็น) ก็ต้องผูกด้วยวัสดุที่อ่อนนุ่ม แล้วต้องมีช่วงพักไม่ผูกด้วยเสมอๆ
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยพอช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องจัดของในบ้านไม่ให้รก ไม่ให้มีระดับเพื่อป้องกันผู้ป่วยสะดุด

3. ภาวะแทรกซ้อนทางตา

อันนี้หลายคนอาจมองข้าม เรื่องตาปิดไม่สนิท ซึ่งสามารถทำให้เกิดแผลที่กระจกตาได้ จึงควรปิดตาด้วยผ้ากอซ และ ใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อยๆ ถ้ามีขี้ตามาก ตาแฉะควรใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ด โดยเช็ดจากหัวตาไปหางตาแล้วเปลี่ยนสำลี

4. การป้องกันโรคติดเชื้อทางการขับถ่ายปัสสาวะ

ผู้ป่วยอัมพาตมักมีปัญหาในเรื่องการกลั้นปัสสาวะ หรือ ความจุในกระเพาะปัสสาวะลดลง บางรายไม่สามารถปัสสาวะได้ก็อาจต้องใส่สายปัสสาวะคาไว้ ซึ่งต้องดูแลให้ดี สังเกต สี กลิ่นของปัสสาวะ การได้รับน้ำให้เพียงพอด้วย

5. ภาวะท้องผูก

ซึ่งพบได้บ่อย เนื่องจาก

  • การเคลื่อนไหวน้อย ซึ่งส่งผลให้ลำไส้มีการเคลื่อนตัวน้อยด้วยเช่นกัน ถ้าคนไข้ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องพยายามลุกไปเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา
  • การดื่มน้ำน้อย ทำให้อุจจาระแข็งและเกิดท้องผูกได้ แนะนำให้ทานน้ำวันละ 2000-2500 ซีซี ถ้าไม่มีข้อห้าม
  • ควรรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก (ผักกาด, ผักคะน้า) ผลไม้ (มะละกอ, น้ำลูกพรุน, น้ำส้ม) ถ้ายังท้องผูกถ่ายไม่ออก อาจต้องใช้ยาระบาย หรือ ยาเหน็บ ถ้าจำเป็นก็อาจพิจารณาสวนอุจจาระ เพราะถ้าท้องผูกอาจส่งผลให้เกิดการกระสับกระส่าย ท้องอืด ไม่อยากอาหาร และคลื่นไส้อาเจียนได้

6. การติดเชื้อที่ปอด

  • เนื่องจากผู้ป่วยจะมีการขยายตัวของปอดได้น้อย เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก และไม่สามารถหายใจเข้าลึกๆได้ เกิดการคั่งของเสมหะในส่วนล่างของทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นหากมีเสมหะมาก ควรช่วยให้ผู้ป่วยไอให้ถูกวิธี โดยการโน้มตัวผู้ป่วยไปข้างหน้าเล็กน้อย สูดหายใจเข้าช้าๆ แล้วในขณะที่หายใจออก ให้ไอติดต่อกัน 2-3 ครั้ง
  • การดื่มน้ำให้เพียงพอก็ช่วยให้เสมหะไม่เหนียว ขับออกง่ายเช่นกัน
  • ต้องสังเกตว่ามีการหายใจผิดปกติหรือไม่ หายใจเร็ว หรือหอบเหนื่อย หรือมีไข้ ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

7.ข้อติด

  • ถ้าผู้ป่วยไม่มีการขยับข้อจะมีการยึดติด ซึ่งภาวะนี้เมื่อเป็นแล้วจะแก้ไขลำบาก ดังนั้นการจัดท่าและการทำกายภาพบำบัดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สามารถดูได้ใน VDO clip ที่ทางทีม Health at home ได้จัดทำที่ลิงค์นี้ครับ

 

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านนะครับ

  • ถ้าท่านเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ขอให้รู้จักโรคนี้ ปฏิบัติตัวไม่ให้มีความเสี่ยงดังที่ได้เขียนบอกไว้ และถ้าพบใครที่มีอาการต้องสงสัยเข้าข่ายโรคหลอดเลือดสมอง รีบโทร 1669 นะครับ
  • ถ้าท่านดูแลคนที่มีภาวะอัมพาตอยู่ ขอให้ดูแลได้ถูกต้องไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และป้องกันไม่ให้เกิดโรคอัมพาตซ้ำนะครับ

 

ขอบคุณครับ

นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ
อายุรแพทย์ ทีม Health at home