เริ่มต้นดูแลผู้สูงอายุ อย่างไร?

การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ

20 November 2018

author:

การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ

การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ

               ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้

               การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ หากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ

ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ

               ปัจจัยที่มีผลเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการขับถ่ายอุจจาระ ลักษณะของอุจจาระ สี และกลิ่น นั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างเป็นกระบวนการ ดังนี้

  1. ความเป็นส่วนตัว การขาดความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถนำไปสู่ความไม่ต้องการขับถ่ายอุจจาระ หรือความไม่รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระได้
  2. ลักษณะนิสัย คนส่วนมากอาจขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า หรือแม้แต่หลังจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ดังนั้น ลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายอุจจาระ
  3. อาหาร ประเภทของอาหารมีความจำเป็นกับการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก
  4. น้ำ อุจจาระประกอบไปด้วยน้ำ ลักษณะของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำที่ถูกดูดซึมเข้าไปในลำไส้ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก
  5. กิจกรรม การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
  6. ยา ผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้
  7. อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้

 

การเหน็บยาระบาย

อุปกรณ์

  1. ถุงมือ Disposable
  2. K-Y jelly
  3. ยาเหน็บ

dulcolax

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อมไปที่เตียงผู้สูงอายุ จัดสภาพแวดล้อมไม่เปิดเผยผู้ป่วย
  2. ล้างมือให้สะอาด สวมถุงมือ
  3. แจ้งให้ผู้สูงอายุทราบ
  4. ตะแคงตัวผู้สูงอายุให้อยู่ในท่าตะแคงด้านซ้าย หรืออยู่ในท่ากึ่งคว่ำ ยกขาขวาไปด้านหน้าเล็กน้อย
  5. เปิดชุดเฉพาะส่วนให้สามารถมองเห็นเฉพาะบริเวณทวารหนักเท่านั้น รองแผนรองซับเพื่อกันเปื้อน
  6. แกะยาออกจากห่อ หล่อลื่นด้วย K-Y jelly เพื่อให้ยาสามารถลื่นไหลเข้าไปในทวารหนักได้สะดวก
  7. ใช้มืออีกข้างยกแก้มก้นผู้สูงอายุขึ้นเพื่อให้สามารถมองเห็นทวารหนักอย่างชัดเจน
  8. สอดยาเข้าไปในทวารหนัก หงายมือข้างที่สอดยาขึ้น ใช้นิ้วชี้ค่อยๆดันยาเหน็บเข้าไปอย่างนุ่มนวลจนสุดนิ้ว พร้อมกับแนะนำให้ผู้สูงอายุหายใจเข้าออกลึกๆ (ในกรณีที่ผู้สูงอายุรู้สึกตัว)
  9. ค่อยๆดึงนิ้วชี้ออกอย่างนุ่มนวล ใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบทวารหนัก ถอดถุงมือออก จัดท่าผู้สูงอายุให้เรียบร้อย
  10. เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ดูแลจัดสิ่งแวดล้อม และล้างมือให้สะอาด

* หมายเหตุ: ยาเหน็บจะออกฤทธิ์ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ผู้สูงอายุจะมีอาการปวดถ่ายอุจจาระ กรณีผู้สูงอายุไม่รู้สึกตัวหลังจากเหน็บยาแล้วประมาณ 30 นาที ให้ผู้ดูแลเข้ามาดูผู้สูงอายุเป็นระยะจนกระทั่งผู้สูงอายุขับถ่ายอุจจาระเสร็จ

 

การสวนอุจจาระด้วยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูป (Enema)

Fleet enema

               การสวนอุจจาระด้วยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูป มักถูกใช้ในผู้สูงอายุที่มีภาวะท้องผูก หรือใช้ในผู้สูงอายุที่ไม่มีความจำเป็นในการสวนล้างลำไส้ให้สะอาด โดยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูปนี้ถูกบรรจุอยู่ในขวดพลาสติก โดยกลไกของน้ำยานี้จะไปกระตุ้นทำให้เกิดปฏิกิริยาการระคายเคืองของเยื่อบุลำไส้และทำให้น้ำจากเนื้อเยื่อถูกดูดซึมเข้าไปรวมกับอุจจาระ มีผลทำให้ลำไส้โป่งตึงและขับถ่ายอุจจาระออกมาได้ โดยส่วนมากใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายอุจจาระ
  2. เพื่อช่วยสวนล้างลำไส้

อุปกรณ์

  1. น้ำยาสวนอุจจาระสำเร็จรูปขนาดเล็ก
  2. หม้อนอน หรือแผ่นรองซับ
  3. ผ้ายางกันเปื้อน
  4. ถุงมือ Disposable
  5. K-Y jelly

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมไปที่เตียงผู้สูงอายุ จัดสภาพแวดล้อมไม่เปิดเผยผู้ป่วย
  2. ล้างมือให้สะอาด สวมถุงมือให้เรียบร้อย
  3. แจ้งให้ผู้สูงอายุทราบ จัดท่าผู้สูงอายุให้อยู่ในท่าตะแคงกึ่งคว่ำ หรืออยู่ในท่าตะแคงซ้าย รองแผนรองซับเพื่อกันเปื้อน ในกรณีที่ผู้สูงอายุรู้สึกตัววางหม้อนอนไว้ใกล้ผู้สูงอายุ
  4. ใช้มือข้างที่ถนัดจับขวดน้ำยาสวนอุจจาระสำเร็จรูป เปิดฝาครอบส่วนบนของขวดน้ำยาสวนอุจจาระออก ใส่สารหล่อลื่นป้ายบริเวณปลายขวดยาสวนเพื่อลดการเสียดสี
  5. ใช้มืออีกข้างยกแก้มก้นผู้สูงอายุขึ้นเพื่อให้สามารถมองเห็นรูทวารอย่างชัดเจน
  6. ค่อยๆสอดปลายขวดยาสวนอุจจาระ เข้าไปในทวารหนักลึกประมาณ 2 นิ้ว อย่างนุ่มนวล
  7. ค่อยๆบีบน้ำยาเข้าไปอย่างช้าๆ โดยให้หยุดบีบน้ำยาเมื่อผู้สูงอายุบ่นปวด หรือรู้สึกว่ามีแรงต้าน(หากผู้สูงอายุรู้สึกตัวให้ผู้สูงอายุหายใจเข้าออกลึกๆ)
  8. เมื่อน้ำยาหมดแล้ว ค่อยๆดึงขวดน้ำยาสวนอุจจาระออกอย่างนุ่มนวล
  9. หลังจากสวนอุจจาระแล้ว ใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบทวารหนัก ถอดถุงมือออก จัดท่าผู้สูงอายุให้เรียบร้อย
  10. ตรวจสอบดูว่าผู้สูงอายุถ่ายอุจจาระแล้วหรือไม่ โดยตรวจทุก 15 นาที
  11. เมื่อผู้สูงอายุถ่ายเรียบร้อย เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ดูแลจัดสิ่งแวดล้อม และล้างมือให้สะอาด
  12. บันทึกจำนวน สี ความคงตัว กลิ่น และรูปร่าง รวมทั้งสิ่งผิดปกติต่างๆ ลงในสมุดบันทึก

* หมายเหตุ: ยาเหน็บจะออกฤทธิ์ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ผู้สูงอายุจะมีอาการปวดถ่ายอุจจาระ กรณีผู้สูงอายุไม่รู้สึกตัวหลังจากเหน็บยาแล้วประมาณ 30 นาที ให้ผู้ดูแลเข้ามาดูผู้สูงอายุเป็นระยะจนกระทั่งผู้สูงอายุขับถ่ายอุจจาระเสร็จ

 

การช่วยดูแลผู้สูงอายุที่มีรูระบายอุจจาระทางหน้าท้อง(Colostomy)

               การระบายอุจจาระทางหน้าท้อง สาเหตุจากการที่ไม่สามารถระบายอุจจาระออกทางทวารหนักได้ตามปกติ หรือมีการอุดตันของลำไส้ทำให้ผู้สูงอายุต้องผ่าตัดเพื่อเปิดรูระบายอุจจาระทางหน้าท้อง เช่น โรคมะเร็งลำไส้ โรคระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง หรือการได้รับบาดเจ็บบริเวณช่องท้องที่มีผลต่อลำไส้ โดยลักษณะของรูเปิดระบายอุจจาระทางหน้าท้องนั้น คือการผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อนำลำไส้ส่วนหนึ่งมาเปิดทางหน้าท้อง โดยอุจจาระจะไหลออกทางรูเปิดทางหน้าท้อง โดยไม่ไหลผ่านลำไส้ตรงและทวารหนัก

               ลักษณะของอุจจาระนั้น จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลำไส้ที่เปิดออกจากหน้าท้อง คือมีตั้งแต่ลักษณะของอุจจาระที่เหลวจนถึงเป็นก้อน โดยถ้ารูเปิดอยู่ใกล้ส่วนต้นของลำไส้ ลักษณะของอุจจาระจะมีลักษณะเหลว ถ้ารูเปิดเป็นบริเวณส่วนปลายของลำไส้ ลักษณะของอุจจาระจะเป็นก้อนมากขึ้น อุจจาระที่ออกมานั้นสามารถทำลายผิวหนังบริเวณโดยรอบรูเปิดได้ ดังนั้น ควรมีการดูแลผิวหนังบริเวณรอบรูเปิดให้สะอาดและแห้ง

               ถุงรองรับอุจจาระทางหน้าท้องนั้นมี 2 ลักษณะ คือ แบบถุงชิ้นเดียว และแบบ 2 ชิ้น (แป้นรอบรูเปิด และถุงรองรับอุจจาระ) ผู้ดูแลควรมีการเปลี่ยนถุงรองรับอุจจาระออกเมื่อมีอุจจาระอยู่ในถุงไม่เกิน 1/3 ของถุง เพื่อป้องกันการดึงรั้งของอุจจาระที่ถ่วงลงกับผิวหนังบริเวณรอบรูเปิดระบายอุจจาระ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และการระคายเคืองของผิวหนังที่สัมผัสกับอุจจาระ ส่วนปลายถุงรองรับอุจจาระนั้น มีการปิดส่วนป้องกันอุจจาระไหลออกหลายแบบ เช่น ชนิดคลิปปิดปลายถุง ชนิดกดล็อก หรือใช้อุปกรณ์พันปลายถุง เป็นต้น

 

การเปลี่ยนถุงรองรับอุจจาระทางหน้าท้อง

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อระบายอุจจาระทางหน้าท้องออก
  2. เพื่อให้ผู้สูงอายุสุขสบาย
  3. เพื่อลดกลิ่นที่เกิดจากอุจจาระในถุงรองรับ
  4. เพื่อประเมินสภาพผิวหนังโดยรอบรูเปิดทางหน้าท้อง

อุปกรณ์

  1. สำลีชำระ
  2. ถุงรองรับอุจจาระทางหน้าท้อง(เพื่อเปลี่ยน)
  3. ชามรูปไต
  4. ถังขยะ
  5. กรรไกร

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไปที่เตียงผู้สูงอายุ จัดสภาพแวดล้อมไม่เปิดเผยผู้ป่วย และเปิดหน้าต่างระบายอากาศเพื่อระบายกลิ่นออก
  2. สวมถุงมือทั้ง 2 ข้าง แจ้งให้ผู้สูงอายุทราบ
  3. เริ่มเปลี่ยนถุงรองรับอุจจาระ
  4. 3.1. กรณีถุงรองรับอุจจาระหน้าท้องเป็นชิ้นเดียว
    1. ใช้มือข้างที่ไม่ถนัด ตรึงบริเวณผิวหนังของผู้สูงอายุให้ตึงอย่างนุ่มนวล
    2. ใช้มืออีกข้างค่อยๆดึงส่วนฐานที่ติดกับผิวหนังออกเบาๆ โดยดึงออกโดยรอบหมด นำถุงรองอุจจาระที่แกะออกวางลงในชามรูปไต
    3. ใช้มือหยิบสำลีชำระที่ชุบน้ำแล้ว เช็ดทำความสะอาดบริเวณรูเปิดหน้าท้องจนสะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง ในขณะเช็ดทำความสะอาดให้ผู้ดูแลสังเกตผิวหนังบริเวณรอบรูเปิดหน้าท้อง สังเกตลักษณะของรูเปิดหน้าท้องว่ามีความผิดปกติ มีการระคายเคืองของผิวหนัง สีของรูเปิดผิดปกติ(สีปกติ คือ สีแดงสด) มีเลือดออกหรือไม่
    4. ขณะเดียวกันประเมินขนาดของรูเปิดทางหน้าท้องว่ามีขนาดใด ใช้กรรไกรตัดส่วนฐาน(ส่วนที่ติดกับผิวหนังผู้สูงอายุ) ให้เป็นวงกลมโดยรอบ โดยให้มีขนาดเท่ากับรูเปิดหน้าท้อง
    5. ลอกกระดาษกาวออก ติดส่วนที่ตัดเป็นวงกลมครอบรูเปิดหน้าท้องให้สนิท โดยให้วางตำแหน่งของถุงรองอุจจาระให้ส่วนล่างของถุงรองอุจจาระห้อยไปตามต้นขา (ในกรณีที่ผู้สูงอายุรู้สึกตัว ให้ผู้สูงอายุเบ่งท้องให้ตึงก่อนติดส่วนที่ตัดเป็นวงกลมลงไป)
    6. เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย นำถุงรองอุจจาระที่แกะออกมาแล้วนั้น นำอุจจาระเททิ้งลงในชักโครก แล้วทิ้งถุงรองอุจจาระลงถังขยะที่เตรียมไว้
    7. ถอดถุงมือ และล้างมือให้สะอาด
  5. 3.2 กรณีถุงรองอุจจาระเป็น 2 ชิ้น
    1. ใช้มือข้างที่ไม่ถนัด กดลงบนแป้นหน้าท้องเล็กน้อย แล้วใช้อีกมือแกะถุงรองอุจจาระออกไปวางในชามรูปไต
    2. ตรวจสอบดูแป้นรองว่ายังติดอยู่กับผิวหนังหน้าท้องปกติหรือไม่ ถ้าหลุดให้แจ้งพยาบาลเพื่อเปลี่ยนแป้นใหม่
    3. หยิบสำลีชำระทำความสะอาดรอบรูเปิดหน้าท้องให้สะอาด ขณะเดียวกันประเมินสภาพผิวหนังโดยรอบว่ามีการระคายเคืองหรือไม่
    4. หลังจากทำความสะอาด ดูแลเช็ดโดยรอบรูเปิดหน้าท้องให้แห้ง
    5. นำถุงรองอุจจาระถุงใหม่มาเปลี่ยน โดยกดถุงรองอุจจาระลงบนแป้นที่หน้าท้องให้สนิท โดยวางตำแหน่งของถุงรองอุจจาระด้านล่างให้ห้อยลงตามแนวของขา
    6. เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย นำถุงรองอุจจาระที่เทอุจจาระทิ้งแล้วไปทำความสะอาด โดยล้างด้วยน้ำก๊อกหลายๆครั้ง จนกว่าจะไม่มีเศษอุจจาระติดอยู่ แล้วนำถุงรองอุจจาระไปตากในที่อากาศถ่ายเทในที่ลม โดยแขวนส่วนของปากถุงรองอุจจาระลงข้างล่าง(ถุงรองอุจจาระชนิดนี้สามารถใช้ได้ 3-7 วัน หรือ จนกว่าจะมีรอยรั่ว)
    7. ถอดถุงมือ และล้างมือให้สะอาด

 

การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายปัสสาวะ

  • การขับถ่ายปัสสาวะ

               ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพที่แข็งแรงนั้นจะมีการขับปัสสาวะจำนวน 1500 ซีซีต่อวัน แต่ยังมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการขับปัสสาวะ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะความเจ็บป่วย ปริมาณของสารน้ำที่ได้รับ อาหารประเภทเกลือ และยาบางตัว เป็นต้น

               การปัสสาวะ หมายถึง ขบวนการที่ขับปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ โดยความถี่ของการปัสสาวะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ได้รับ ลักษณะนิสัย ความสะดวกในการเข้าห้องน้ำ ซึ่งบางคนจะต้องปัสสาวะก่อนนอน หลังจากตื่นนอน ก่อนรับประทานอาหาร หรืออาจปัสสาวะทุก 2 ถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นกับลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล ดังนั้นสิ่งที่ควรคำนึงถึงได้แก่

  1. ให้ผู้สูงอายุได้รับสารน้ำที่เพียงพอ
  2. ติดตามลักษณะนิสัยการขับถ่ายปัสสาวะ และช่วงเวลาในการขับถ่ายปัสสาวะของผู้สูงอายุและบันทึกเพื่อดูแลผู้สูงอายุในการปัสสาวะได้อย่างเหมาะสม
  3. ช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะ หรือหากเร่งด่วนควรจัดหม้อนอน กระบอกปัสสาวะ ให้ใกล้กับผู้สูงอายุ
  4. ช่วยให้ผู้สูงอายุนั่งปัสสาวะในท่าที่เหมาะสม และสะดวกต่อการปัสสาวะ โดยผู้หญิงควรอยู่ในท่านั่งเพื่อปัสสาวะ และผู้ชายควรยืนเพื่อปัสสาวะ ถ้าไม่ขัดต่อแผนการรักษา
  5. อุปกรณ์ต่างๆ เช่น หม้อนอน กระบอกปัสสาวะ ควรเตรียมให้อุ่นๆ หรืออยู่ในอุณหภูมิห้อง
  6. ควรจัดสถานที่ให้มิดชิดไม่เปิดเผย ในขณะผู้สูงอายุปัสสาวะ
  7. ถ้าผู้สูงอายุรู้สึกปัสสาวะไม่ออก ควรเปิดเสียงน้ำไหล กดน้ำชักโครก ทำเสียงให้มีเสียงคล้ายเสียงกำลังขับถ่ายปัสสาวะ หรือแช่มือผู้สูงอายุลงในน้ำอุ่น เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุรู้สึกต้องการปัสสาวะ
  8. ควรอยู่บริเวณใกล้เคียงผู้สูงอายุเพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่ไม่ควรเร่งรัดผู้สูงอายุ ควรให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบาย ผ่อนคลายในขณะปัสสาวะ

  

การใช้หม้อนอน (Bed pans)

ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Home_Care_Bedpans_%26_Urinals.png

               หม้อนอนมักจะใช้ในผู้ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตนเองออกจากเตียง ได้โดยส่วนมากผู้หญิงจะใช้หม้อนอน เพื่อการปัสสาวะและการขับถ่าย ในขณะที่ผู้ชายใช้เฉพาะขับถ่ายเท่านั้น ซึ่งหม้อนอนจะแบ่งเป็น หม้อนอนชนิดมาตรฐาน ซึ่งมีความกว้างของขอบเข้ามาด้านละ ½ นิ้ว และหม้อนอนสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหากระดูก (Fracture Pan) จะมีขอบเล็กกว่า โดย Fracture Pan จะใช้ในกรณีดังนี้

  1. ใช้ในผู้สูงอายุที่เข้าเฝือก หรือถ่วงน้ำหนักไว้
  2. ใช้ในป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวหลังการผ่าตัด
  3. ใช้ในผู้ที่หลังจากทำผ่าตัดไขสันหลัง หรือมีบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
  4. หลังจากกระดูกสะโพกหัก หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อใช้ในผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัด ในการเคลื่อนย้ายออกจากเตียงในการขับถ่าย

อุปกรณ์

  1. หม้อนอน
  2. ผ้าคลุมหม้อนอน
  3. สำลีชำระหรือกระดาษชำระ
  4. ม่านกั้น

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมหม้อนอนที่แห้ง และไม่เย็นมายังเตียงผู้สูงอายุ และแจ้งให้ผู้สูงอายุทราบ
  2. ปลดไม้กั้นเตียงลง จัดให้ผู้สูงอายุนอนในท่านอนหงาย ยกศีรษะสูงจากเตียงเล็กน้อย
  3. กั้นม่านให้มิดชิด เพื่อป้องกันการเปิดเผยผู้สูงอายุ
  4. ขยับชุดคลุมออก โดยขยับชุดคลุมเฉพาะบริเวณด้านล่างออก
  5. ให้ผู้สูงอายุงอเข่าและยกก้นขึ้นสูง เลื่อนหม้อนอนไปใต้ก้นผู้สูงอายุ
  6. ถ้าป่วยไม่สามารถช่วยตนเองได้ ให้ปฏิบัติดังนี้
    1. จัดตะแคงผู้สูงอายุให้หันหน้าออกจากผู้ดูแล
    2. วางหม้อนอนให้กระชับก้น
    3. ใช้มือกดหม้อนอนลง พร้อมทั้งให้ผู้สูงอายุพลิกตัวกลับ
    4. ดูให้มั่นใจว่าหม้อนอนอยู่บริเวณตรงกลาง ดึงชุดคลุมลงมาคลุมผู้สูงอายุดูให้แน่ใจอีกครั้งว่าหม้อนอนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
  7. เมื่อผู้สูงอายุปัสสาวะเรียบร้อยแล้วให้ผู้สูงอายุยกก้นขึ้น พร้อมทั้งนำหม้อนอนออก หรือจับหม้อนอนไว้แล้วให้ผู้สูงอายุพลิกตัวออกจากผู้ดูแล
  8. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยทำความสะอาดจากด้านหน้า (ช่องทางเดินปัสสาวะ) ไปยังด้านหลัง (ทวารหนัก)
  9. หลังจากทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์เสร็จแล้ว ให้ดึงไม้กั้นเตียงขึ้น
  10. ใช้ผ้าคลุมหม้อนอนไว้ แล้วนำหม้อนอนไปทำความสะอาดในห้องน้ำ คว่ำหม้อนอนไว้ในห้องน้ำ
  11. บันทึกสี จำนวน และลักษณะของปัสสาวะและอุจจาระไว้ด้วย

 

การใช้กระบอกปัสสาวะ (Urinals)

               โดยส่วนมากผู้ช่วยใช้กระบอกรองปัสสาวะเพื่อปัสสาวะ ที่กระบอกปัสสาวะจะมีฝาปิดและมือจับ ถ้าเป็นไปได้ผู้สูงอายุมักยืนขึ้นแล้วใช้กระบอกรองเพื่อปัสสาวะ หรือนั่งข้างเตียง หรือแม้แต่นอนบนเตียง หลังจากปัสสาวะแล้วควรปิดปากกระบอกปัสสาวะ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะหก

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อรองรับปัสสาวะในผู้สูงอายุชายที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากเตียงได้

อุปกรณ์

  1. กระบอกปัสสาวะ
  2. กระดาษชำระ
  3. ถุงมือ ถ้ามีความจำเป็น

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไปที่เตียงผู้สูงอายุ จัดสภาพแวดล้อมไม่เปิดเผยผู้ป่วย
  2. นำกระบอก Urinal ไปให้ผู้สูงอายุ โดยให้ผู้สูงอายุจับบริเวณส่วนด้ามจับกระบอกปัสสาวะค่อนลงด้านล่าง
  3. ถ้าผู้สูงอายุสามารถยืนขึ้น ดูแลช่วยให้ผู้สูงอายุลุกนั่งบนเตียง แล้วช่วยให้ผู้สูงอายุยืนให้มั่นคง นำกระบอกปัสสาวะให้ผู้สูงอายุ
  4. ควรจัดกระบอกรองปัสสาวะ ให้ก้นกระบอกลงต่ำ หรือให้ปลายองคชาติอยู่ในกระบอกรองปัสสาวะ
  5. เมื่อผู้สูงอายุปัสสาวะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำความสะอาดโดยเช็ดบริเวณปลายองคชาติ นำกระบอกปัสสาวะออกแล้วปิดฝา นำปัสสาวะไปเทในห้องน้ำ
  6. ทำความสะอาดกระบอกปัสสาวะ คว่ำกระบอกปัสสาวะให้แห้ง

 

การดูแลผู้สูงอายุที่มีสายสวนปัสสาวะค้าง

               สายสวนปัสสาวะ เป็นท่อที่ระบายน้ำปัสสาวะออก โดยการใส่สายสวนปัสสาวะเข้าไปในท่อปัสสาวะ ผ่านไปยังกระเพาะปัสสาวะ แล้วสายปัสสาวะจะเป็นท่อระบายปัสสาวะออกมา โดยท่อสายสวนปัสสาวะยังคงค้างไว้ในกระเพาะปัสสาวะ และส่วนปลายของสายสวนปัสสาวะต่อไว้กับถุงปัสสาวะ ซึ่งแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะ

คนไข้คาสายสวนปัสสาวะ

               ในผู้สูงอายุที่มีความอ่อนเพลีย หรือไม่สามารถใช้หม้อนอน รถเข็นนั่งขับถ่าย หรือไม่สามารถเดินเข้าห้องน้ำได้นั้น มักจะได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะ เพื่อความสบาย และเพื่อป้องกันการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ในขณะเดียวกันการใช้สายสวนปัสสาวะสามารถป้องกันแผลหรือแผลกดทับจากการสัมผัสปัสสาวะได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จากรายงานล่าสุด พบว่าการใส่สายสวนคาปัสสาวะนั้น ไม่ได้รักษาสาเหตุของการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ รวมทั้งผู้สูงอายุที่ใส่สายสวนคาปัสสาวะ มีความเสี่ยงสูงในการเกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้น การดูแลสายสวนปัสสาวะ ที่ถูกวิธีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนมีส่วนช่วยลดภาระนี้ได้

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อลดภาวะ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  2. เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค

อุปกรณ์

  1. สบู่
  2. สำลีชำระ
  3. ถุงมือ
  4. แผ่นรองซับ
  5. ผ้าม่าน

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไปที่เตียงผู้สูงอายุ จัดสภาพแวดล้อมไม่เปิดเผยผู้ป่วย
  2. แจ้งผู้สูงอายุให้ทราบก่อนการทำกิจกรรม ล้างมือให้สะอาด
  3. ใช้ผ้าคลุมตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา เปิดเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์เท่านั้น วางแผ่นรองซับใต้ก้นผู้สูงอายุ พร้อมจัดท่าให้ผู้สูงอายุงอเข่าทั้ง 2 ข้าง
  4. ใส่ถุงมือ ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแยกแคม(Labia) ออก (ในผู้สูงอายุหญิง) หรือ รูดบริเวณหนังหุ้มปลายขึ้น (ในผู้สูงอายุชาย) ตรวจดูลักษณอวัยวะของสิ่งคัดหลั่งที่ผิดปกติ และทำความสะอาดด้วยสบู่
  5. เริ่มทำความสะอาดสายสวนปัสสาวะ โดยจับสายสวนปัสสาวะบริเวณใกล้ท่อปัสสาวะ และใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดจากท่อปัสสาวะในแนวลงมา ประมาณ 4 นิ้ว ไม่ใช้สำลีทำความสะอาดถูไปมา
  6. เช็ดทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ จนแห้งจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง
  7. เปลี่ยนแผ่นรองซับผืนใหม่
  8. เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด เก็บให้เรียบร้อย
  9. ถอดถุงมือ ล้างมือให้สะอาด

 

การใส่ถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะ (Condom Catheter)

               การใส่ถุงยางอนามัยปัสสาวะ ส่วนมากใช้ในผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ซึ่งถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะจะเป็นถุงนุ่มๆ ที่ใช้สวมไปบนองคชาติ โดยท่อระบายของถุงยางระบายปัสสาวะ ต่อกับถุงรองปัสสาวะ

Condom catheter

               ถุงยางอนามัยรองปัสสาวะ ควรเปลี่ยนทุกวันหลังทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ โดยควรทำความสะอาดองคชาติด้วยสบู่ และล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าเช็ดให้แห้ง ก่อนการสวมถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะ และการพันถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะควรใช้พลาสเตอร์ที่ให้มากับบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากเมื่อขนาดขององคชาติมีการเปลี่ยนขนาดนั้น จะทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ปกติ ไม่เกิดปัญหาการขาดเลือดมาเลี้ยงองคชาติ

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อรองรับปัสสาวะในผู้สูงอายุชายที่มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้
  2. เพื่อตวงปัสสาวะที่ระบายออกมาจากท่อปัสสาวะได้แม่นยำมากขึ้น

อุปกรณ์

  1. ถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะ
  2. ปลาสเตอร์ยาพันท่ออนามัยระบายปัสสาวะ
  3. ถุงรองปัสสาวะ
  4. ถุงมือ

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไปที่เตียงผู้สูงอายุ จัดสภาพแวดล้อมไม่เปิดเผยผู้ป่วย
  2. คลุมผ้าให้ผู้สูงอายุ เปิดเฉพาะบริเวณองคชาติเท่านั้น
  3. เตรียมถุงรองปัสสาวะให้พร้อมใช้งาน
  4. เปิดถุงยางอนามัยออกจากห่อบรรจุ ม้วนถุงยางอนามัยคลุมไปในองคชาติ ให้มีช่องว่างประมาณ 1 นิ้วจากปลายองคชาติและส่วนปลายของท่อระบายปัสสาวะของถุงยางอนามัย
  5. ต่อถุงระบายปัสสาวะจากถุงยางอนามัย
  6. พันเทปรอบๆองคชาติ 1 รอบ โดยให้ส่วนปลายทั้ง 2 ของเทปที่ใช้พันอยู่เยื้องกัน
  7. ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ปลายถุงยางอนามัยไม่บิด
  8. เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย
  9. ประเมินติดตามองคชาติเป็นระยะๆ

หมายเหตุ

  1. เมื่อมีการทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ สังเกตว่ามีอาการแดง บวม และผิวหนังมีการระคายเคืองหรือไม่ทุกครั้ง
  2. ควรมีการเปลี่ยนถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะทุกครั้งที่ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์
  3. ควรมีการรายงาน ลักษณะ สี และกลิ่นของปัสสาวะ

 

การตวงปัสสาวะ

               ผู้สูงอายุที่มีสายสวนปัสสาวะค้างไว้ ถุงรองรับปัสสาวะเป็นระบบปิด คือ ไม่สามารถมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในสายสวนคาปัสสาวะได้ ระบบปัสสาวะนั้นเป็นระบบที่สะอาดปราศจากเชื้อ แต่การติดเชื้อนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเชื้อโรคเข้าไปในระบบการระบายปัสสาวะ โดยเชื้อโรคจะเดินทางจากสายสวนปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะและไต ซึ่งการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะสามารถคุกคามสุขภาพและสิ่งมีชีวิตของผู้สูงอายุได้

               ถุงรองปัสสาวะควรแขวนข้างเตียง เก้าอี้ หรือรถเข็น โดยต้องไม่สัมผัสกับพื้น และถุงปัสสาวะควรแขวนให้อยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะของผู้สูงอายุ เนื่องจากเชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้ในปัสสาวะ ดังนั้น หากถุงรองปัสสาวะอยู่สูงกว่ากระเพาะปัสสาวะแล้วนั้น ปัสสาวะสามารถไหลกลับเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ และการติดเชื้อสามารถเกิดขึ้น ดังนั้น หากพบถุงรองปัสสาวะหลุดออกจากสายสวนคาปัสสาวะ ควรแจ้งพยาบาลทันที ดังนั้น การเทปัสสาวะจากถุงปัสสาวะ ควรมีวิธีการเทปัสสาวะที่ถูกต้องด้วยระบบปิด เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

วัตถุประสงค์

               เพื่อบันทึกปริมาณปัสสาวะ

อุปกรณ์

  1. กระบอกตวงปัสสาวะ
  2. ถุงมือ
  3. ถังสำหรับใส่กระบอกปัสสาวะ
  4. กระบอกบรรจุ Alcohol
  5. ผ้ายางรองกันเปื้อน
  6. ถุงมือ

วิธีปฏิบัติ

  1. ใส่ถุงมือ
  2. วางกระบอกตวงปัสสาวะลงบนพื้น โดยตำแหน่งของกระบอกตวงปัสสาวะต้องอยู่ต่ำกว่าถุงปัสสาวะ
  3. ฉีด Alcohol ลงบนส่วนปลายท่อระบายปัสสาวะ เปิด Clamp ของถุงปัสสาวะ
  4. ค่อยๆปล่อยให้ปัสสาวะ ไหลลงสู่กระบอกตวงปัสสาวะ โดยไม่ให้ปลายท่อระบายปัสสาวะสัมผัสกับกระบอกตวงปัสสาวะ
  5. ฉีด Alcohol ลงบนส่วนปลายท่อระบายปัสสาวะ ปิด Clamp ให้เรียบร้อย
  6. ตวงปริมาณของปัสสาวะ พร้อมสังเกตลักษณะของปัสสาวะสีและตะกอน
  7. เทปัสสาวะลงในชักโครก และกดชักโครกให้สะอาด
  8. ทำความสะอาดกระบอกตวงปัสสาวะ คว่ำให้แห้ง
  9. ถอดถุงมือทิ้งในขยะ ล้างมือให้สะอาด