เริ่มต้นดูแลผู้สูงอายุ อย่างไร?

การดูแลเกี่ยวกับสารอาหารและสารน้ำ

16 November 2018

author:

การดูแลเกี่ยวกับสารอาหารและสารน้ำ

การดูแลเกี่ยวกับสารอาหารและสารน้ำ

  1. การเตรียมผู้สูงอายุรับประทานอาหาร
  2. การให้อาหารทางสายยางให้อาหาร
  3. การเตรียมอาหารสำหรับให้ทางสายให้อาหาร

การได้รับสารอาหารและสารน้ำมีผลต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นความจำเป็นสำคัญของการมีชีวิตอยู่ได้ โดยปริมาณและคุณค่าของอาหารมีผลต่อร่างกายและจิตใจ การได้รับอาหารน้อยหรือไม่มีประโยชน์ และมีสุขลักษณะการรับประทานอาหารที่ไม่ดีนั้นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการติดโรคต่างๆ รวมทั้งส่งผลให้การเจ็บป่วยเรื้อรังนั้นมีอาการที่แย่ลง

น้ำ มีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต การได้รับน้ำมากหรือน้อยเกินไปส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตได้ โดยส่วนมากคนเราได้รับน้ำจากสารเหลวและอาหาร แต่จะมีการสูญเสียน้ำไปทางปัสสาวะ อุจจาระ การอาเจียน ทางผิวหนัง(เหงื่อ) และกายหายใจ

            ปริมาณของสารน้ำที่ได้รับและปริมาณของสารน้ำที่เสียไปต้องมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ถ้าหากสารน้ำที่ได้รับมากเกินไป จะทำให้เนื้อเยื่อมีการคั่งของน้ำที่เรียกว่า การบวมน้ำ โดยส่วนมากจะได้รับการบวมน้ำในผู้สูงอายุที่เป็นโรคหัวใจ โรคไต ส่วนการได้รับน้ำที่น้อยเกินไปนั้นมักเกิดจากการอาเจียน ท้องเสีย เสียเลือด เสียเหงื่อมาก และปัสสาวะออกมาก

            โดยส่วนมากในผู้ใหญ่มีความต้องการสารน้ำปริมาณ 2000 ถึง 2500 ซีซี ความต้องการสารน้ำจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีอากาศร้อน มีการออกกำลังกาย เป็นไข้ ภาวะความเจ็บป่วยที่ทำให้เสียน้ำเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นกับโรคประจำตัวของแต่ละบุคคล          เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น น้ำในร่างกายจะลดลง ดังนั้นความรู้สึกกระหายน้ำจะลดลงด้วยเมื่อร่างกายมีความต้องการน้ำ ดังนั้น ในผู้สูงอายุจึงควรมีการวางแผนการดูแลเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับน้ำอย่างเพียงพอ

ปัจจัยที่มีผลต่อการรับประทานอาหารและภาวะโภชนาการ

หลายๆปัจจัยที่มีผลต่อภาวะโภชนาการและอุปนิสัยการรับประทานอาหาร เริ่มขึ้นตั้งแต่วัยทารกมีไปจนกระทั่งตลอดการมีชีวิตอยู่ โดยปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่

  1. อายุ เมื่อมีอายุมากขึ้นระบบการย่อยอาหารมีการเปลี่ยนแปลงไปจากภาวะปกติ
  2. วัฒนธรรม โดยวัฒนธรรมมีผลต่อการเลือกอาหารและการเตรียมอาหาร
  3. ศาสนา การเลือกรับประทานอาหาร การเตรียมอาหาร และการรับประทานอาหารนั้น บ่อยครั้งเป็นผลมาจากศาสนา ซึ่งส่วนมากจะเลือกอาหารตามความเชื่อของตนเอง ดังนั้นผู้ดูแลต้องยอมรับในความเชื่อของบุคคลด้วย
  4. ความอยากอาหาร ความอยากอาหารนั้นมีผลต่อความต้องการการได้รับอาหาร โดยความหิวนั้นจะทำให้คนเราค้นหาอาหารและรับประทานอาหารนั้น ๆ จนเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม ความเบื่ออาหารนั้นอาจเกิดได้จากภาวะความเจ็บป่วย ยา ภาวะความวิตกกังวล ความปวดและภาวะซึมเศร้า ซึ่งส่วนมากผู้สูงอายุนั้นจะมีภาวะความเบื่ออาหารมากขึ้น จากการรับรสและการได้รับกลิ่นลดลง
  5. ความชอบของแต่ละบุคคล ความชอบและไม่ชอบอาหารของบุคคลนั้นมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก โดยส่วนมากคนเราจะหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดศีรษะได้
  6. ภาวะความเจ็บป่วย ความอยากอาหารมักจะลดลงเมื่อเกิดภาวะความเจ็บป่วยหรือการฟื้นตัวจากการได้รับบาดเจ็บ และหลังการผ่าตัด แต่ภาวะเหล่านี้เป็นภาวะที่ควรได้รับอาหารที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องต่อสู้กับการติดเชื้อ ดังนั้นจึงมีความต้องการสารอาหารมาช่วยในเรื่องการหายของแผล และชดเชยปริมาณเลือดที่เสียไป หรือแม้แต่การสูญเสียสารอาหารจากการอาเจียนและท้องเสียก็มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการชดเชย โดยโรคบางอย่างและยาบางชนิดนั้นมีผลต่อการเกิดแผลในปาก ทำให้เกิดความเจ็บปวดขณะรับประทานอาหาร

1.การเตรียมผู้สูงอายุรับประทานอาหาร

ผู้สูงอายุมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านตามที่ได้กล่าวมา อาจจะพบความเบื่ออาหาร มีอาการหลงลืม  หรือมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ผู้ดูแลจึงจำเป็นต้องคอยดูแลในการจัดเตรียมอาหารให้พร้อมเพื่อเป็นการส่งเสริมการรับประทานอาหารในผู้สูงอายุ

วิธีปฏิบัติ

  1. ดูแลให้ผู้สูงอายุได้รับการใส่อุปกรณ์การช่วยเหลือต่างๆให้ครบ เช่น แว่นตา เครื่องช่วยฟัง เป็นต้น
  2. ทำความสะอาดปาก ฟัน เพื่อเพิ่มความอยากอาหาร เตรียมให้ผู้สูงอายุใส่ฟันปลอมให้พร้อม
  3. ดูแลจัดการเกี่ยวกับการขับถ่ายให้เรียบร้อย ทำความสะอาดและซับให้แห้งเพื่อให้ผู้สูงอายุสุขสบาย
  4. หากผู้สูงอายุรับประทานอาหารบนเตียง ปฏิบัติดังนี้
    • 4.1 ไขเตียงขึ้นให้ผู้สูงอายุอยู่ในท่าที่สุขสบาย
    • 4.2 ดูแลโต๊ะคร่อมเตียงให้สะอาด และจัดโต๊ะคร่อมเตียงให้อยู่ด้านหน้าของผู้สูงอายุ
    • 4.3 จัดสิ่งแวดล้อมให้มีแสงสว่างที่เพียงพอ
  5. หากผู้สูงอายุนั่งรับประทานอาหารปฏิบัติดังนี้
    • 5.1 จัดให้ผู้สูงอายุได้นั่งบนเก้าอี้หรือรถเข็น
    • 5.2 จัดโต๊ะคร่อมเตียงให้สะอาด และจัดวางไว้ด้านหน้าผู้สูงอายุ
    • 5.3 จัดสิ่งแวดล้อมให้มีแสงสว่างที่เพียงพอ
  6. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมได้แก่ ผ้ากันเปื้อน ผ้าผืนเล็กสำหรับเช็ดปาก แก้ว น้ำ ชามรูปไต เป็นต้น

การให้อาหารทางสายยางให้อาหาร

การให้อาหารทางสายให้อาหาร เป็นวิธีการให้อาหารเมื่อมีความจำเป็นที่ผู้สูงอายุไม่สามารถรับประทานเองได้ หรือไม่เพียงพอ หลายคนนั้นไม่สามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ เนื่องจากภาวะความเจ็บป่วย การผ่าตัด หรือการได้รับบาดเจ็บ ผู้สูงอายุไม่สามารถเคี้ยวหรือกลืนอาหารได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องหาวิธีที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ โดยสายยางให้อาหารนี้เป็นช่องทางที่ทำให้อาหารผ่านเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร เข้าสู่กระเพาะอาหาร ซึ่งชนิดของการให้อาหารทางสายนั้นแบ่งเป็น

  1. สายให้อาหารทางจมูก (A Nasogastric (NG) tube) เป็นการใส่สายผ่านทางจมูกและหลอดอาหารเข้าไปสู่กระเพาะอาหาร โดยแพทย์และพยาบาลวิชาชีพ เป็นผู้ที่ใส่สายให้อาหารเอง ซึ่งควรมีการดูแลเปลี่ยนปลาสเตอร์ที่ติดจมูกทุกวัน เพื่อเป็นการสังเกตรอยกดระหว่างสายยางกับจมูก หากมีความผิดปกติควรรีบรายงานพยาบาลทันทีเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งของสายยาง
  2. สายให้อาหารทางหน้าท้อง (A Gastrostomy tube) เป็นการใส่สายเข้าไปยังกระเพาะอาหาร โดยการผ่าตัดเปิดช่องทางเพื่อให้สายลงไปในกระเพาะอาหาร โดยบริเวณส่วนของผิวหนังบริเวณหน้าท้องกับตำแหน่งของช่องเปิดใส่สายต้องมีการทำความสะอาดทุกวัน

ภาพNG tube และ PEG

ผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการให้อาหารทางสายให้อาหาร อาจมีความจำเป็นต้องใส่เป็นระยะเวลานานจนกว่าอาการจะคงที่ หรือดีขึ้น ดังนั้นเมื่อแพทย์พิจารณาให้กลับบ้านจึงคงต้องมีสายให้อาหารไปต่อที่บ้าน ผู้ดูแลจึงต้องเรียนรู้วิธีการให้อาหารทางสายให้อาหารและวิธีการเตรียมอาหารเหลว

  • การให้อาหารทางสายยางทางจมูก

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารและสารน้ำอย่างเพียงพอ ในกรณีที่ไม่สามารถรับอาหารทางปากได้
  2. เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาบกพร่องในการเคี้ยวและการกลืนได้รับสารน้ำและสารอาหารที่เพียงพอ

อุปกรณ์

  1. Syringe 50 ซีซี สำหรับให้อาหาร
  2. อาหารปั่นผสมหรืออาหารทดแทนทางการแพทย์
  3. ชามรูปไต
  4. เหยือกน้ำสะอาด
  5. ยาและแก้วยา (กรณีถ้ามียา)

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อมไปยังเตียงผู้สูงอายุ
  2. แจ้งให้ผู้สูงอายุทราบก่อนการให้อาหารทางสายยาง
  3. จัดท่าให้ผู้สูงอายุอยู่ในท่าศีรษะสูงอย่างน้อย 45-60 องศา หรืออยู่ในท่านั่ง ก่อนการให้อาหารทางสายยางควรดูดเสมหะผู้สูงอายุก่อนเสมอในกรณีผู้สูงอายุไม่รู้สึกตัว หรือมีเสมหะจำนวนมาก
  4. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
  5. ตรวจดูชนิด ปริมาณของอาหาร ให้ตรงตามแผนการดูแลก่อนเสมอ
  6. ตรวจสอบดูว่าสายให้อาหารทางสายยางยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่ ดังนี้
    • 6.1 ตรวจดูว่าสายยางเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งเดิมหรือไม่ ถ้ามีการเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งเดิมให้รีบรายงานพยาบาลทันที
    • 6.2 ตรวจสอบดูว่ามีอาหารหรือน้ำย่อยอยู่หรือไม่ ถ้ามีอาหารหรือน้ำย่อยเหลืออยู่แสดงว่าสายยางยังอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยการใช้ syringe ดึงอาหารในกระเพาะออกมา ถ้าไม่มีอาหารหรือน้ำย่อยให้ทำการทดสอบขั้นตอนต่อไป
    • 6.3 ใช้ syringe ดูดลมเข้าไป 20 ซีซี ต่อ syringe เข้ากับสายยางให้อาหาร ใช้หูฟัง (Stethoscope) วางบริเวณลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครงด้านซ้ายของผู้สูงอายุ ค่อยๆดันลมเข้าไป หากได้ยินเสียงลมแสดงว่าสายยางอยู่ในกระเพาะ หากไม่แน่ใจหรือไม่ได้ยินแสดงว่าสายไม่อยู่ในกระเพาะอาหาร
  7. ตรวจสอบดูว่าผู้สูงอายุสามารถย่อยอาหารในมื้อก่อนหน้านั้นได้หมดหรือไม่ ดังนี้
    • 7.1 พับสายให้อาหารเพื่อป้องกันอากาศเข้าไปในกระเพาะ
    • 7.2 เปิดจุกบริเวณส่วนปลายของสายยางออก
    • 7.3 นำ syringe 50 ซีซี ที่ใส่แกนใน (Plunger) ไว้แล้วต่อเข้ากับจุกสายยางให้อาหารแล้วค่อยๆดึงแกนใน (Plunger) ออกช้าๆ จนรู้สึกว่าตึงๆ ไม่สามารถดึงต่อได้ โดยประเมินดังนี้
      • ถ้าไม่มีอาหารหรือน้ำย่อย (Content) เหลือไม่เกิน 50 ซีซี ให้ดันอาหารกลับเข้าไปอย่างช้าๆ แล้วสามารถให้อาหารทางสายยางในมื้อนั้นได้
      • ถ้ามีอาหารหรือน้ำย่อย (Content) เหลือเกิน 50 ซีซี ให้ดันอาหารกลับเข้าอย่างช้าๆ ให้เลื่อนอาหารในมื้อนั้นออกไป 30-60 นาที แล้วค่อยกลับมาตรวจสอบดูอาหารหรือน้ำย่อย (Content) อีกครั้ง ถ้าไม่มีอาหารหรือน้ำย่อย แล้วสามารถให้อาหารได้ หากยังพบมีอาหารเหลือค้างพิจารณางดอาหารมื้อนั้น
  8. เมื่อทดสอบแล้วสามารถให้อาหารทางสายยางในมื้อนั้นได้ ปฏิบัติดังนี้
    • 8.1 ถอดแกนใน (Plunger) ออกจากตัว syringe แล้วต่อ syringe เข้ากับยางให้อาหารขณะเดียวกันยังคงพับสายยางให้อาหารอยู่ เพื่อป้องกันอากาศเข้าสู่กระเพาะให้อาหาร
    • 8.2 ใช้มือข้างที่ถนัดจับ syringe โดยจับบริเวณช่วงต่อของจุกสายยางให้อาหารกับข้อต่อของ syringe เพื่อป้องกันสายให้อาหารและ syringe หลุดจากกัน
    • 8.3 หันส่วนของขีดปริมาณบน syringe ให้ผู้ที่ให้อาหารสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
    • 8.4 นำอาหารปั่นผสมที่เตรียมไว้เทลงไปใน syringe ครั้งละประมาณ 50 ซีซี ในแต่ละครั้งจนกว่าอาหารปั่นผสมจะหมด
    • 8.5 ขณะที่ให้อาหารปั่นผสมนั้นให้ผู้ที่ให้อาหารยก syringe สูงกว่าระดับศีรษะประมาณ 1 ฟุต
    • 8.6 การให้ค่อยๆ ปล่อยให้อาหารไหลลง เมื่ออาหารปั่นผสมใกล้หมด syringe ให้เติมอาหารปั่นผสมลงไปโดยปฏิบัติด้วยวิธีการเช่นเดิมจนกว่าอาหารปั่นผสมจะหมดเหยือกที่เตรียมไว้
    • 8.7 ให้ยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ (ถ้ามี) ลงไปแล้วเติมน้ำตาม 50 – 100 ซีซี เพื่อล้างอาหารและยา
    • 8.8 ปล่อยให้น้ำที่เติมลงไปไหลลงจนสุดสาย โดยไม่ให้มีน้ำหรืออาหารเหลือคาสาย เนื่องจากจะทำให้เกิดการบูดเน่าได้
    • 8.9 พับสายยางให้อาหารไว้ ปลด Syring ออกแล้วปิดจุกสายยางให้อาหาร
    • 8.10 เก็บอุปกรณ์ในการให้อาหารทางสายยางทำความสะอาดแล้วเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
    • 8.11 ล้างมือให้สะอาด
    • 8.12 ให้ผู้สูงอายุอยู่ในท่าเดิม (ท่ายกศีรษะสูง) ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จึงจะสามารถเปลี่ยนท่าผู้สูงอายุได้เพื่อป้องกันการสำลักหรืออาเจียน

      ข้อควรระวังในการให้อาหารทางสายให้อาหาร

  1. ดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เปลี่ยนถุงปัสสาวะ และแผ่นรองซับให้เรียบร้อยก่อนเสมอ
  2. กรณีตรวจสอบดูอาหารหรือน้ำย่อย (Content) ที่ออกมามีลักษณะผิดปกติเช่น มีสีน้ำตาลหรือสีแดง (Coffee ground) แสดงว่าอาจจะมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลต่อ
  3. ในขณะที่ปล่อยอาหารลงไปหากผู้
  4. สูงอายุมีอาการ ไอ จาม สำลัก ให้หักพับสายรอจนกระทั่งหยุดไอจึงเริ่มปล่อยอาหารอย่างช้าๆ หรือหากมีอาการเปลี่ยนแปลงให้หยุดการให้อาหารทันที
  • การให้อาหารทางสายยางหน้าท้อง

วิธีปฏิบัติ

  1. เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อมไปยังเตียงผู้สูงอายุ
  2. แจ้งให้ผู้สูงอายุทราบก่อนการให้อาหารทางสายยาง
  3. จัดท่าให้ผู้สูงอายุอยู่ในท่าศีรษะสูงอย่างน้อย 45-60 องศา หรืออยู่ในท่านั่ง ก่อนการให้อาหารทางสายยางควรดูดเสมหะผู้สูงอายุก่อนเสมอในกรณีผู้สูงอายุไม่รู้สึกตัว หรือมีเสมหะจำนวนมาก
  4. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
  5. ตรวจดูชนิด ปริมาณของอาหาร ให้ตรงตามแผนการดูแลก่อนเสมอ
  6. ตรวจสอบดูว่าผู้สูงอายุสามารถย่อยอาหารในมื้อก่อนหน้านั้นได้หมดหรือไม่

    –  ถ้าไม่มีอาหารหรือน้ำย่อย (Content) เหลือไม่เกิน 50 ซีซี ให้ดันอาหารกลับเข้าไปอย่างช้าๆ แล้วสามารถให้อาหารทางสายยางในมื้อนั้นได้

    –  ถ้ามีอาหารหรือน้ำย่อย (Content) เหลือเกิน 50 ซีซี ให้ดันอาหารกลับเข้าอย่างช้าๆ ให้เลื่อนอาหารในมื้อนั้นออกไป 30-60 นาที แล้วค่อยกลับมาตรวจสอบดูอาหารอีกครั้ง หากยังพบมีอาหารเหลือค้างพิจารณางดอาหารมื้อนั้น

  7. เมื่อทดสอบแล้วสามารถให้อาหารทางสายยางในมื้อนั้นได้ ปฏิบัติดังนี้
    • 7.1 ถอดแกนใน (Plunger) ออกจากตัว syringe แล้วต่อ syringe เข้ากับยางให้อาหารขณะเดียวกันยังคงพับสายยางให้อาหารอยู่ เพื่อป้องกันอากาศเข้าสู่กระเพาะให้อาหาร
    • 7.2 ใช้มือข้างที่ถนัดจับ syringe โดยจับบริเวณช่วงต่อของจุกสายยางให้อาหารกับข้อต่อของ syringe เพื่อป้องกันสายให้อาหารและ syringe หลุดจากกัน
    • 7.3 หันส่วนของขีดปริมาณบน syringe ให้ผู้ที่ให้อาหารสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
    • 7.4 นำอาหารปั่นผสมที่เตรียมไว้เทลงไปใน syringe ครั้งละประมาณ 50 ซีซี ในแต่ละครั้งจนกว่าอาหารปั่นผสมจะหมด
    • 7.5 ขณะที่ให้อาหารปั่นผสมนั้นให้ผู้ที่ให้อาหารยก syringe สูงกว่าระดับศีรษะประมาณ 1 ฟุต
    • 7.6 การให้ค่อยๆ ปล่อยให้อาหารไหลลง เมื่ออาหารปั่นผสมใกล้หมด syringe ให้เติมอาหารปั่นผสมลงไปโดยปฏิบัติด้วยวิธีการเช่นเดิมจนกว่าอาหารปั่นผสมจะหมดเหยือกที่เตรียมไว้
    • 7.7 ให้ยาหลังอาหารที่เตรียมไว้ (ถ้ามี) ลงไปแล้วเติมน้ำตาม 50 – 100 ซีซี เพื่อล้างอาหารและยา
    • 7.8 ปล่อยให้น้ำที่เติมลงไปไหลลงจนสุดสาย โดยไม่ให้มีน้ำหรืออาหารเหลือคาสาย เนื่องจากจะทำให้เกิดการบูดเน่าได้
    • 7.9 พับสายยางให้อาหารไว้ ปลด Syring ออกแล้วปิดจุกสายยางให้อาหาร
    • 7.10 เก็บอุปกรณ์ในการให้อาหารทางสายยางทำความสะอาดแล้วเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
    • 7.1 ล้างมือให้สะอาด
    • 7.12 ให้ผู้สูงอายุอยู่ในท่าเดิม (ท่ายกศีรษะสูง) ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จึงจะสามารถเปลี่ยนท่าผู้สูงอายุได้เพื่อป้องกันการสำลักหรืออาเจียน

การเตรียมอาหารปั่นผสมหรืออาหารทดแทนทางการแพทย์

  • อาหารปั่นผสม(Blenderized diet)

ส่วนประกอบของอาหารปั่นผสมมีส่วนประกอบหลายชนิด เช่น แป้ง ไข่ นม ผัก เป็นต้น นำส่วนประกอบทั้งหมดมาทำให้สุกและปั่นรวมกันตามสัดส่วนที่นักโภชนาการกำหนดให้ตรงกับผู้สูงอายุแต่ละราย ดังนั้นหากเก็บรักษาไม่ถูกวิธี หรือมีการเตรียมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ อาจเกิดปัญหาการบูดเน่าของอาหาร ซึ่งส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้สูงอายุได้ควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นหลักสำคัญ โดยดูแลรักษาความ
สะอาดของภาชนะที่บรรจุอาหาร มีการลวกน้ำร้อนก่อนการบรรจุทุกครั้ง และผู้ดูแลก่อนเตรียมอาหารทุกครั้งให้ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ดังนั้นการจัดเตรียมจึงมีความสำคัญมากสำหรับการให้อาหารทางสายยาง

            การเตรียมอาหารปั่นผสมดังนี้

  1. จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมได้แก่ อาหารปั่นผสม เหยือกบรรจุอาหารหรือถุงใส่อาหาร(set drip) ถาดวางอาหาร และน้ำ
  2. ล้างมือผู้ดูแลก่อนการเตรียมอาหาร
  3. ตรวจสอบความสะอาดภาชนะใส่อาหาร โดยนำเหยือกใส่อาหาร หรือถุงใส่อาหารมาลวกน้ำร้อน แล้วเทน้ำร้อนทิ้ง
  4. ตรวจสอบอุณหภูมิของอาหารปั่นผสม โดยใช้ช้อนสะอาดตักอาหารเล็กน้อย หยดลงบนหลังมือหากพบว่าอุ่นพอดีจึงสามรถนำอาหารไปให้ผู้สูงอายุได้ กรณีที่ทำอาหารปั่นไว้หลายมื้อโดยการแช่ตู้เย็น จะต้องนำอาหารมาตั้งละลายและอุ่นด้วยน้ำร้อนเพื่อให้อาหารอยุ่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม
  5. นำอาหารปั่นผสมเทลงในเหยือกหรือถุงบรรจุอาหาร ตามปริมาณที่กำหนดตามแผนการรักษา
  6. เก็บอุปกรณ์ทั้งหมดล้างทำความสะอาด เช็ดโตะบริเวณที่เตรียมอาหารให้สะอาดเรียบร้อย
  7. ล้างมือให้สะอาดหลังจากเก็บอุปกรณ์
  8. นำอาหารปั่นผสมไปวางเพื่อเตรียมให้อาหารทางสายยางให้อาหารกับผู้สูงอายุ
  • อาหารทดแทนทางการแพทย์

            ปัจจุบันในทางการแพทย์และโภชนาการมีการพัฒนาอาหารที่ให้ทางสายยางขึ้นเพื่อความสะดวก รวดเร็วในการจัดเตรียมให้กับผู้สูงอายุและผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับอาหารทางสายยาง หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารทดแทนเหล่านี้เป็นอาหารเสริม ซึ่งในปัจจุบันมีการผลิตอาหารทดแทนเหล่านี้ออกมาแข่งขันกันทางการตลาดเป็นจำนวนมาก มีทั้งอาหารทดแทนทางการแพทย์สูตรปกติ เช่น เอนชัวร์ ไอโซคาล เป็นต้น หรืออาหารทดแทนสูตรเฉพาะโรค เช่น กลูเซอนา Peptamin เป็นต้น

การเตรียมอาหารทดแทนทางการแพทย์

  1. ปฏิบัติเช่นเดียวกับการเตรียมอาหารปั่นผสมในข้อ 1-3
  2. ตรวจสอบว่าผู้สูงอายุแต่ละรายมีการใช้อาหารทดแทนทางการแพทย์กี่ช้อนตวงต่อปริมาณน้ำกี่ซีซี ตามแผนการพยาบาล
  3. เตรียมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำอุ่นเทลงไปในเหยือกผสมอาหารที่ผ่านการทำความสะอาดตามขั้นตอนแล้วตามปริมาณที่กำหนด
  4. ตักผงของอาหารทดแทนทางการแพทย์ให้เรียบร้อยเสมอกับขอบบนของช้อนตวง
  5. ปาดอาหารทดแทนทางการแพทย์ให้เรียบเสมอกับขอบบนของช้อนตวง
  6. เทอาหารทดแทนทางการแพทย์ที่ตวงตามขั้นตอนที่ 5 เทลงไปในเหยือกที่บรรจุน้ำไว้ตามปริมาณที่กำหนด
  7. ปิดฝากระป๋องอาหารทดแทนทางการแพทย์ให้สนิท
  8. ใช้ช้อนหรือส้อมที่สะอาดคนอาหารทดแทนทางการแพทย์กับน้ำให้ละลายเข้ากันจนหมด โดยปริมาณของอาหารทดแทนทางการแพทย์ที่ผสมแล้วจะมีปริมาณมากกว่าปริมาณน้ำที่ตวงไว้เล็กน้อย
  9. เก็บอุปกรณ์ล้างทำความสะอาดทั้งหมด เก็บอุปกรณ์ให้เข้าที่
  10. ล้างมือให้สะอาด
  11. นำอาหารทดแทนทางการแพทย์ที่ผสมแล้วไปให้กับผู้สูงอายุ เพื่อเตรียมความพร้อม