News

งานวิจัยพบว่า บ้านคือสถานที่ดีที่สุดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

31 May 2017

งานวิจัยพบว่า บ้านคือสถานที่ดีที่สุดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

ด้วยตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อต่อกระดูก ซึ่งทำให้กว่า 1 ล้านคนในแต่ละปีนั้นต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากปัญหาข้อเข่าหรือสะโพกเสื่อม ซึ่งคาดว่าจำนวนของผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากปัญหาข้อต่อกระดูกนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 10 ปีข้างหน้าอันสืบเนื่องมาจากจำนวนประชากรที่มีอายุสูงขึ้น

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อนั้นสามารถช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของการเคลื่อนไหวร่างกายซึ่งทำให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดสามารถออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อที่เข่าทั้งสองข้างนั้น จะได้รับคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอันสืบเนื่องมาจากผลจากการผ่าตัด ซึ่งทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถเดินหรือปั่นจักรยานได้หลายกิโลเมตร สามารถว่ายน้ำได้ในๆทุกวันโดยปราศจากความเจ็บปวดจากปัญหาข้อต่อ และสามารถนั่งได้นานขึ้นโดยปราศจากความเมื่อยล้า โดยการวิจัยจาก American Academy of Orthopedic Surgeons ได้แนะนำว่าอาจมีความนิยมในการรักษาบางประเภทที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ อาทิ การฉีดยาประเภทกรดไฮอาลูรอนิค (Hyaluronic acid) และคอร์ทิซอสเตรอยด์ (Cortocosteroids) รวมถึงการให้ยาผ่านสายรัดหรือแผ่นรองเท้า หรือการใช้ยาแก้ปวดระงับความเจ็บปวดประเภทโอพิออยด์ (Opioid) เช่นออกซิคอนทิน (Oxycontin) และเฟนทานิล (Fentanyl) เป็นต้น

จากการศึกษาของทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัยไอโอวา (University of Iowa) และ มหาวิทยาลัยเท๊กซัส (University of Texas) ซึ่งได้ตีพิมพ์ลงในบทความเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมนั้นกล่าวว่า ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมซึ่งเคยได้รับการบำบัดก่อนการผ่าตัดนั้น ตามหลักทางวิชาการแล้วเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และยังทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการรักษากว่า 45% โดยทีมแพทย์วิจัยนั้นได้แนะนำเพียง 3 วิธีการบำบัดก่อนการผ่าตัดจาก 8 วิธีเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วย การทำกายภาพบำบัด การใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่มีสเตียรอยด์ และการใช้ยาแก้ปวดประเภททรามาดอลล์ (tramadol)

จากจำนวนผู้ป่วยที่มีโรคกระดูกหรือปัญหาข้อกระดูกเจ็บปวดหรืออักเสบที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันนั้นได้เลือกเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อมากยิ่งขึ้นซึ่งมีผลต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยหลายๆคนพยายามในการมองหาวิธีการในการลดค่าใช้จ่ายของขั้นตอนต่างๆในการรักษาซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนไข้ โดยจากงานวิจัยล่าสุดนั้น ได้ค้นพบวิธีการที่น่าสนใจในการดูแลรักษาคนไข้ซึ่งนอกจากจะมีราคาไม่แพงแล้วนั้น ก็ไม่ทำให้ทางทีมแพทย์สูญเสียผลประโยชน์แต่อย่างใด

เป็นที่น่าประหลาดใจที่ว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อนั้นจะได้รับผลกระทบความยุ่งยากที่น้อยกว่าและจะมีร่างกายที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่า แต่ถ้าผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลและเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ป่วยนอกเพื่อเข้ารับการฟื้นฟูที่บ้าน กว่าผู้ป่วยที่เลือกจะใช้เวลาในการรักษาหลายๆวันหรือหลายๆสัปดาห์ที่โรงพยาบาล ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะอยู่อาศัยที่บ้านเพียงลำพังก็ตาม

 

ตามหลักฐานการวิจัยล่าสุด ศาสตราจารย์ Javad Parvizi ซึ่งเป็นผู้บริหารด้านงานวิจัยเกี่ยวกับการศัลยกรรมกระดูกที่มหาวิทยาลัย Thomas Jefferson ในรัฐ Philadelphia ได้แนะนำให้มีการตรวจสอบว่าผู้ป่วยท่านใดควรได้รับการบำบัดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อกระดูก ซึ่งศาสตราจารย์ Parvizi ได้กล่าวว่า ผู้ป่วยที่อยู่อาศัยเพียงลำพัง แต่หากได้เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อกระดูก ณ บริเวณ เข่าทั้งสองข้างและสะโพกทั้งสองข้างพร้อมๆกัน หรือผู้ป่วยที่ต้องได้รับเงื่อนไขพิเศษจากทางการแพทย์นั้น จะถูกส่งไปเพื่อเข้ารับการบำบัดหลังการผ่าตัดทันทีหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มีจำนวนร้อยละเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นทางทีมที่ให้การรักษาบำบัดจะต้องมั่นใจว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อกระดูกทั้งบริเวณหัวเข่าและสะโพกทั้งสองข้างนั้นจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู

อย่างไรก็ตามจากผลการศึกษาล่าสุดจากประเทศออสเตรเลียนั้น ได้สุ่มเลือกผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อกระดูกจำนวน 81 คน ในการเข้ารับการรักษา ณ สถานบำบัดฟื้นฟูเป็นเวลา 10 วัน จำนวนผู้ป่วย 84 คนได้รับโปรแกรมการฟื้นฟูบำบัดร่างกายแบบทำที่บ้านเป็นเวลา 8 สัปดาห์ และผู้ป่วยอีก 87 คนจากการเลือกเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาจากการเข้ารับการฟื้นฟูบำบัดร่างกายที่บ้าน และงานวิจัยได้พบว่า ผู้ป่วยที่อยู่คนเดียวสามารถดำเนินโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัดที่บ้านได้ดีเทียบเท่ากับผู้ป่วยที่ใช้เวลา 10 วันในสถานบำบัดฟื้นฟู

โดยหลังจากการผ่าตัดเป็นเวลาราว 6 เดือนนั้น งานวิจัยไม่พบความแตกต่างในเรื่องของความสามารถทางการเคลื่อนไหว ความเจ็บปวด หรือเงื่อนไขคุณภาพชีวิตระหว่างผู้ป่วยในที่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูภายในสถานบำบัด และผู้ป่วยนอกจากทั้งสองกลุ่มตัวอย่าง โดยอีก 1 งานวิจัยจากทีมศึกษาของศาสตราจารย์ Parvizi ซึ่งศึกษาจากกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อกระดูกจำนวน 769 คนนั้นพบว่า มีผู้ป่วยเพียง 36 คนเท่านั้นที่ต้องได้รับการบำบัดหลังการผ่าตัดที่สถานบำบัดฟื้นฟู ซึ่งผู้ป่วยที่เหลือ รวมถึงผู้ป่วยจำนวน 138 คนที่อยู่อาศัยเพียงลำพังนั้น ต่างกลับบ้านและรับการบำบัดฟื้นฟูที่บ้านของตนเองทั้งสิ้น

จากการประเมินผลความพึงพอใจของผู้ป่วยหลังเข้ารับการผ่าตัดเป็นเวลา 3 เดือนนั้น ทีมวิจัยสามารถสรุปได้ว่า ผู้ป่วยที่อยู่อาศัยเพียงลำพังสามารถมีความคาดหวังในการได้รับการฟื้นฟูอย่างปลอดภัยได้เทียบเท่ากับผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่อาศัยเพียงลำพัง เมื่อพวกเขาเลือกที่จะบำบัดฟื้นฟูร่างกายที่บ้านหลังจากออกจากโรงพยาบาลเมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัด และถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่อยู่อาศัยเพียงลำพังนั้นเลือกที่จะพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพื่อเข้ารับโปรแกรมการฟื้นฟูร่างกายแบบทำที่บ้าน ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็น้อยกว่าที่พวกเขาจะเลือกเขารับการฟื้นฟูที่สถานบำบัดอยู่ดี

ศาสตราจารย์ William J Hozack ศัลยแพทย์กระดูก แห่งวิทยาลัยแพทยศาสตร์ Sidney Kimmel ณ มหาวิทยาลัย Thomas Jefferson ได้กล่าวเรื่องงานวิจัยที่งานประชุมประจำปีของทีมศัลยแพทย์กระดูกแห่ง American Academy ในเดือนที่แล้วว่า ผู้ป่วยที่อยู่อาศัยเพียงลำพังนั้นสามารถได้รับการฟื้นฟูบำบัดที่ปลอดภัยโดยปราศจากอัตราความยุ่งยากที่เพิ่มขึ้นได้ และยิ่งไปกว่านั้นผู้ป่วยเหล่านี้จะมีความสุขมากกว่าเนื่องจาก พวกเขาได้รับความสะดวกสบายในบ้านของตนเองขณะเข้ารับการฟื้นฟูบำบัด

ศาสตราจารย์ Parvizi ได้กล่าวว่าจำนวนกว่าครึ่งหรือมากกว่าของค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อกระดูกนั้นสูญเสียไปกับการฟื้นฟูบำบัดร่างกายหลังการผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยนอกที่ฟื้นฟูบำบัดร่างกายที่บ้านนั้นจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่ามาก โดยถ้าไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษาที่สถานบำบัดฟื้นฟู และไม่รวมการเลือกพักฟื้นที่โรงพยาบาลหลังการผ่าตัดก่อนจะกลับบ้านนั้น ค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วยแต่ละคนสามารถลดไปได้ถึง 350000 บาท (=$10000) ซึ่งนักวิจัยสามารถสรุปได้ว่า ค่าใช้จ่ายหลังการผ่าตัดของผู้ป่วยในสถานบำบัดฟื้นฟูนั้นมากกว่าผู้ป่วยที่ฟื้นฟูบำบัดร่างกายที่บ้านอยู่มาก

นอกเหนือจากปัญหาด้านค่าใช้จ่ายแล้ว ผู้ป่วยที่เลือกรับการบำบัดฟื้นฟูที่บ้านหลังการผ่าตัดนั้นมีความเสี่ยงน้อยกว่าในการเจอกับปัญหา ภาวะแทรกซ้อนเช่นการติดเชื้อในลิ่มเลือด

ผู้ป่วยในที่เข้ารับรักษา ณ สถานบำบัดฟื้นฟูนั้นไม่ได้พบเจอกับการบำบัดที่ง่ายดายเหมือนที่พวกเขาคาดหวังไว้ โดยจากการวิเคราะห์จากกลุ่มผู้ป่วยตัวอย่าง ในเดือนมีนาคม ปี 2012 พบว่า 29% ของผู้ป่วยต้องทนทรมานกับภาวะแทรกซ้อนในขณะที่พวกเขาเข้ารับการบำบัด ณ สถานบำบัดฟื้นฟู ซึ่งอัตรานี้ใกล้เคียงกับผู้ป่วยซึ่งก็ได้รับภาวะแทรกซ้อนกว่า 27% ที่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูที่โรงพยาบาล และ 33% ที่เข้ารับการบำบัดที่ศูนย์กายภาพ

โดยทีมแพทย์ได้กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยในขณะเข้ารับการฟื้นฟูบำบัดตามสถานบำบัดหรือโรงพยาบาลนั้น โดยกล่าวว่า จำนวนกว่าครึ่งของผู้ป่วยนั้นเกิดการขัดขวางการบำบัด เนื่องมาจาก  การรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งทำให้เกิดความล้มเหลวในการให้การรักษาและบำบัดผู้ป่วย โดยศาสตราจารย์ Parvizi ได้กล่าวว่าเมื่อผู้ป่วยได้รู้ก่อนผ่าตัดว่าจะได้กลับบ้านโดยทันทีหลังจากออกจากโรงพยาบาลเมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัดแล้ว จะทำให้พวกเขาเหล่านี้อยากที่จะฟื้นฟูบำบัดร่างกายของตนที่บ้านมากกว่า ซึ่งทำให้พวกเขามีแนวโน้มในการปฏิบัติตนให้ดีขึ้นในการทำกายภาพบำบัดที่บ้าน แต่ถ้าหากทีมแพทย์บอกกับผู้ป่วยว่าจะต้องเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูหลังการผ่าตัดที่สถานบำบัดฟื้นฟูแล้วนั้น จะทำให้ผู้ป่วยไม่พร้อมที่จะรับมือซึ่งทำให้การรักษาเป็นไปในทางที่ยากขึ้น

อ้างอิง : Decan Herald :  After knee replacement, no place like home By JANE E BRODY, INTERNATIONAL NEW YORK TIMES,

http://m.deccanherald.com/articles.php?name=http%3A%2F%2Fwww.deccanherald.com%2Fcontent%2F611226%2Fafter-knee-replacement-no-place.html