Innovation สำหรับผู้สูงอายุ

ติดกล้องช่วยลดการหกล้ม และค่าใช้จ่ายในผู้สูงอายุได้อย่างไร ?

18 November 2016

author:

ติดกล้องช่วยลดการหกล้ม และค่าใช้จ่ายในผู้สูงอายุได้อย่างไร ?

จากบทความ Video Monitoring to Reduce Falls and Patient Companion Costs for Adult Inpatients ใน Medscape

การหกล้มถือว่าเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะระหว่างการนอนรักษาตัวในสถานพยาบาล CDC ได้การประเมินค่าใช้จ่ายจากการหกล้มประมาณ 17,500$ หรือประมาณ 612,500 บาท (โอ้วแม่เจ้า!)

ก่อนหน้านี้แนวทางการลดการหกล้มคือการให้คนเฝ้าประกบ 1:1 ซึ่งผลที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายที่สูง กำลังคนไม่พอ และที่สำคัญก็พบว่ามันไม่ได้ลดอัตราการหกล้มได้สักเท่าไหร่ พูดง่ายๆ คือจ่ายแพงแต่ผลไม่ต่าง

ในช่วงหลังๆ เมื่อเทคโนโลยีกล้องได้พัฒนาขึ้น จึงเริ่มมีการนำมาใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ โดยให้ติดกล้องในห้องผู้ป่วยเพื่อเฝ้าระวัง แทนคนนั่งเฝ้าจริงๆ ก็เริ่มมีพบว่าให้ผลลัพท์ที่ค่อนข้างดี ในปี 2009 โรงพยาบาลในรัฐ New Orleans ประสบกับเหตุการณ์พายุ Hurricane Katrina ทำให้ขาดเจ้าหน้าที่อย่างหนัก เลยได้ใช้ Video monitoring มาทดแทน แล้วก็พบว่าได้ผลดีเท่ากับคนเฝ้าเลย แถมยังลดค่าใช้จ่ายจาก $960 เหลือเพียง $240 สำหรับผู้ป่วยสี่คน

งานวิจัยในบทความจึงได้เกิดขึ้นโดยใช้การ Video monitor เทียบกับการเฝ้าแบบ 1:1 ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งตลอดระยะเวลา 9 เดือน หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วการติดกล้องมันลดการหกล้มได้อย่างไร? เขามีระบบแบบนี้ครับ

  1. ติดกล้องในห้องผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง โดยกล้องเป็นแบบไม่บันทึกภาพ เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย
  2. จะมีคนคอย monitor อยู่ที่ห้องควบคุม (นึกภาพคล้ายๆพี่ยามดูกล้องวงจรปิดที่คอนโด) ซึ่งถ้าเขาพบว่าคนไข้คนไหนมีความเสี่ยง เช่น ลุกขึ้นหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง
    เขาจะพูดใส่ไมโครโฟนเพื่อเตือน
  3. ถ้าดูว่าการเตือนน่าจะไม่พอ จะมีการโทรแจ้งไปที่พยาบาลประจำแผนกเพื่อเข้าไปดูแล

*ดังนั้นการที่บอกว่า Video monitor ช่วยลดการหกล้ม ไม่ใช่แค่การติดกล้องเฉยๆ นะครับ มันมีระบบ operation ที่สามารถจัดการได้ด้วย (ถ้าติดกล้องอย่างเดียว คงได้แต่เก็บภาพไว้ลง social อย่างเดียว)

เมื่อสิ้นสุดการวิจัย 9 เดือนก็พบว่าสามารถลดการหกล้มจาก 85 เป็น 53 ครั้ง หรือลดได้ถึง 35% ซึ่งถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจทีเดียว

สถิติที่ผมว่าน่าสนใจ เช่น คนในห้องควบคุม ได้เตือนคนไข้ทางไมโครโฟน 5,413 ครั้งตลอด 9 เดือน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10 ครั้ง/เวร และ ได้เรียกเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปดูแล 5,880 ครั้งตลอด 9 เดือน หรือก็คือประมาณ 11 ครั้ง/เวร ซึ่งผมคิดว่าเป็นความถี่ที่เยอะไม่เบา (คือเฉลี่ยแล้ว ต้องเตือนกันทุกชั่วโมงเลยทีเดียว)

จากผลการวิจัยนี้ทำให้โรงพยาบาลเลือกที่จะใช้ระบบ Video monitor ต่อและขยายพื้นที่การใช้งาน

ผมคิดว่าการติดกล้องเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจที่เมืองไทยอาจนำมาใช้ได้นะครับ เพราะการหาแรงงานน่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ คิดเล่นๆ ว่าถ้าลดคนเฝ้าจาก 10 คนเหลือ 2 คนได้โดยประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ลดลง มันก็น่าตื่นเต้นไม่เบาทีเดียว

ถ้าสนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.medscape.com/viewarticle/871359_1 ได้เลยนะครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน

นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ (ตั้ม)
อายุรแพทย์, คุณพ่อลูกหนึ่ง และเป็นผู้ก่อตั้ง Health at Home – บริการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน