การเลือกผู้ดูแล

โรค & การดูแล

การดูแลจิตใจ

เรื่องราวน่าสนใจ

โรค & การดูแล

การเลือกอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ

โดย ฐนิต วินิจจะกูล · 31 มกราคม 2019

ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ คือการบริโภคอาหารได้น้อยลง ไม่เพียงพอกับความต้องการพลังงานและสารอาหารต่อวัน ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะขาดสารอาหารมากขึ้น การใช้อาหารทางการแพทย์เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นมากขึ้นได้

อาหารทางการแพทย์คืออะไร ?

อาหารทางการแพทย์ คืออาหารประเภทหนึ่ง ที่ถูกพัฒนาเพื่อการบริโภคทางปาก หรือการให้ผ่านทางสายให้อาหาร ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ โดยอาหารเหล่านี้จะมีสัดส่วนของสารอาหารที่เหมาะสม และมีวิตามินแร่ธาตุครบถ้วน สามารถใช้แทนอาหารทั่วไปสำหรับผู้ที่ไม่สามารถบริโภคอาหารทางปากได้ (ใส่สายให้อาหาร)หรือบริโภคอาหารทางปากได้ไม่เพียงพอ

เมื่อใดที่ควรเสริมอาหารทางการแพทย์ ?

ในผู้สูงอายุที่มีภาวะเบื่ออาหาร หรือสามารถบริโภคอาหารได้ลดลงไม่เพียงพอ แต่ยังมีระบบย่อยอาหารปกติ และสามารถกลืนอาหารได้ตามปกติ แพทย์อาจพิจารณาแนะนำให้เสริมอาหารทางการแพทย์ได้ ทั้งนี้ ปริมาณที่ควรเสริมต่อวัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริโภคอาหารทั่วไป ความต้องการพลังงานและสารอาหารต่อวัน ควรปรึกษานักโภชนาการ/นักกำหนดอาหาร เพื่อคำนวณความต้องการพลังงาน และประเมินปริมาณพลังงานที่ได้รับจากอาหารต่อวัน จะทำให้กำหนดปริมาณอาหารทางการแพทย์ที่ควรได้รับต่อวันได้อย่างเหมาะสม

ประเภทของอาหารทางการแพทย์

อาหารทางการแพทย์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คืออาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไป และอาหารทางการแพทย์สูตรเฉพาะโรค (เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคมะเร็ง เป็นต้น) ในบทความนี้จะกล่าวถึงอาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไปเท่านั้น อาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไป โดยมากจะมีสัดส่วนของสารอาหาร คือ คาร์โบไฮเดรต ประมาณ 40 – 60% ของพลังงานรวม โปรตีน ประมาณ 15 – 25% ของพลังงานรวม และไขมัน 15 – 35% ของพลังงานรวม ซึ่งจะสอดคล้องกับคำแนะนำการบริโภคอาหารปกติเช่นกัน นอกจากนี้อาหารทางการแพทย์จะมีการผสมวิตามินและแร่ธาตุอย่างครบถ้วน ทำให้เมื่อบริโภคอาหารทางการแพทย์ให้ได้พลังงานวันละ 1000 – 1500 กิโลแคลอรีเป็นต้นไป จะได้รับวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอต่อความต้องการต่อวัน

ลักษณะทั่วไปของอาหารทางการแพทย์จะเป็นผงคล้ายนมผง นำมาผสมกับน้ำในสัดส่วนที่ระบุไว้ข้างบรรจุภัณฑ์ (ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ) อย่างไรก็ตามอาหารทางการแพทย์เกือบทั้งหมดปราศจากน้ำตาลแลกโตส จึงไม่ทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องในผู้ที่มีปัญหาไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลกโตสในนมได้

การพิจารณาเลือกใช้อาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไปในผู้สูงอายุ

อาหารทางการแพทย์ในแต่ละยี่ห้อ แม้จะเป็นสูตรทั่วไป ก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อย การเลือกใช้งานจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้สูงอายุ โรคร่วมที่เป็น ความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกัน ราคา ฯลฯ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นกันคือการยอมรับรสชาติ เนื่องจากผู้สูงอายุแต่ละคนก็มีการรับรสชาติที่แตกต่างกัน สูตรที่เหมาะสมจึงควรเป็นสูตรที่ผู้สูงอายุสามารถยอมรับรสชาติได้ด้วย อาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไปที่มีขายในประเทศไทยมีดังตารางด้านล่าง

ในทางปฏิบัติ สามารถพิจารณาเลือกใช้อาหารทางการแพทย์ได้ดังนี้

ทั้งนี้ เนื่องจากอาหารทางการแพทย์โดยทั่วไปจะมีรสชาติคล้ายนมรสวานิลลา (ยกเว้นอาหารทางการแพทย์บางยี่ห้อที่มีการเติมกลิ่นรสอื่น ๆ เช่นช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี่ เป็นต้น) หากเป็นผู้สูงอายุที่ไม่เคยชินกับการดื่มนม อาจมีปัญหาด้านการยอมรับรสชาติได้ ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปสามารถผสมกับวัตถุดิบอาหารอื่น ๆ เช่น ผงโกโก้ ผงชาเขียว น้ำหวานเข้มข้น(ปริมาณล็กน้อย) หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ เพื่อปรับรสชาติให้สามารถยอมรับมากขึ้นได้ ทั้งนี้ต้องระมัดระวังการผสมกับน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีสภาวะเป็นกรด เนื่องจากอาจเกิดการตกตะกอนได้

เปรียบเทียบอาหารทางการแพทย์

...

ผู้สูงอายุที่มีปัญหาทางสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคมะเร็ง ฯลฯ มักมีแนวโน้มที่จะบริโภคอาหารลดลงเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาทางสุขภาพ การใช้อาหารทางการแพทย์จึงเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยเพิ่มการได้รับพลังงานและสารอาหารให้กับผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาวะของโรคที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลถึงความต้องการและข้อจำกัดในการบริโภคอาหารที่แตกต่างกันในผู้สูงอายุแต่ละราย การเลือกใช้อาหารทางการแพทย์ให้เหมาะสมกับสภาวะและโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดโดยทั่วไปของอาหารทางการแพทย์เฉพาะโรค การพิจารณาเลือกใช้ในผู้สูงอายุแต่ละราย ควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการ/นักกำหนดอาหาร เพื่อเลือกชนิดและปริมาณที่ควรได้รับต่อวันอย่างเหมาะสม

อาหารทางการแพทย์สำหรับโรคเบาหวาน

อาหารทางการแพทย์สำหรับโรคเบาหวาน เป็นกลุ่มของอาหารทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาสูตรออกมามากที่สุด ลักษณะโดยทั่วไปของอาหารทางการแพทย์สำหรับโรคเบาหวานคือมักจะมีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานต่ำกว่าอาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไป และมีการใช้คาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (เช่นมอลโตเด็กซ์ตริน ไอโซมอลทูโลส ซูโครมอลท์) เพื่อชะลอไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงหลังจากบริโภค รวมถึงมักจะมีใยอาหารที่มากกว่าสูตรทั่วไปด้วย ในท้องตลาดมีจำหน่าย 4 แบรนด์คือ Glucerna SR Triple Care (บริษัท Abbott), Once Pro (บริษัท Thai Otsuka), Gen-DM (บริษัท Thai Otsuka) และ Nutren Balance (บริษัท Nestle)

เมื่อเปรียบเทียบสารอาหาร พบว่า Glucerna SR Triple Care และ Once Pro มีสัดส่วนปริมาณโปรตีนที่สูงที่สุด คือ 20% ของพลังงานทั้งหมด จึงอาจพิจารณาเลือกใช้ในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานและมีความต้องการโปรตีนเพิ่มสูงขึ้น หรือบริโภคอาหารที่ให้โปรตีนได้น้อย แต่หากผู้สูงอายุมีภาวะน้ำตาลสูงบ่อยครั้ง อาจพิจารณาเลือกใช้สูตรอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำที่สุด คือ Once Pro ทั้งนี้ควรระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ที่มักเกิดในผู้สูงอายุได้ด้วย หากผู้สูงอายุมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อยครั้ง นอกจากที่จะต้องดูแลเรื่องการบริโภคอาหารมื้อหลักแล้ว อาจพิจารณาเลือกใช้อาหารทางการแพทย์สูตรเบาหวานที่มีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตสูงขึ้น เช่น Nutren Balance (46% ของพลังงานทั้งหมด) หรือ Gen DM (53% ของพลังงานทั้งหมด) แต่ในทางปฏิบัติ เนื่องจากแต่ละสูตรไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก จึงอาจให้ผู้สูงอายุทดลองดื่มเพื่อทดสอบรสชาติ จากนั้นเลือกผลิตภัณฑ์ที่รสชาติยอมรับได้มากที่สุด

อาหารทางการแพทย์สำหรับโรคไตเรื้อรัง

อาหารทางการแพทย์สำหรับโรคไตเรื้อรัง ในปัจจุบันมีเพียงผลิตภัณฑ์เดียวคือ Nepro HP (บริษัท Abbott) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต ลักษณะคือจะมีการจำกัดปริมาณแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนิเซียม ที่อาจมีการคั่งในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้ และมีปริมาณโปรตีนสูงเล็กน้อย (17% ของพลังงานทั้งหมด) เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต จะมีความต้องการโปรตีนเพิ่มสูงขึ้น และนอกจากนี้ยังมีความเข้มข้นของพลังงานสูง คือให้พลังงาน 1.8 กิโลแคลอรีต่อ 1 มล. (อาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไปมักจะให้พลังงาน 1 กิโลแคลอรีต่อ 1 มล.) จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่ทำการล้างไตทางช่องท้อง หรือฟอกเลือด ที่รับประทานอาหารได้น้อย

อย่างไรก็ตาม Nepro HP มักจะไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไต เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูงเกินไป ดังนั้นหากจะพิจารณาใช้ ต้องมีการคำนวณปริมาณโปรตีนที่ผู้ป่วยได้รับก่อนเสมอ มิฉะนั้นจะทำให้ผู้ป่วยได้รับโปรตีนมากเกินไป ส่งผลทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมเร็วขึ้นได้ สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มนี้ อาจพิจารณาเลือกอาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไป หรือสูตรอื่น ๆ ที่มีปริมาณแร่ธาตุและโปรตีนไม่สูงมากทดแทนได้ เช่น Pan-enteral (บริษัท Thai Otsuka) หรือ Isocal (บริษัท Nestle) แต่ต้องมีการตรวจติดตามและประเมินผลทางห้องปฏิบัติการ (โดยเฉพาะระดับแร่ธาตุอิเล็กโตรไลท์ในร่างกาย โดยเฉพาะระดับโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส) อย่างสม่ำเสมอ

อาหารทางการแพทย์สำหรับโรคตับ

อาหารทางการแพทย์สำหรับโรคตับ ในปัจจุบันมีเพียงผลิตภัณฑ์เดียวคือ Aminoleban Oral (บริษัท Thai Otsuka) ลักษณะคือมีการจำกัดปริมาณไขมัน (15% ของพลังงานทั้งหมด) เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับมักมีความผิดปกติในการย่อยไขมันในอาหาร และมีปริมาณโปรตีนสูง (25% ของพลังงานทั้งหมด) โดยที่โปรตีนส่วนหนึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดโซ่กิ่ง (Branched-chain Amino Acids) ที่สามารถถูกนำไปใช้โดยกล้ามเนื้อได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ตับเหมือนกรดอะมิโนชนิดอื่น ๆ จึงทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะความผิดปกติทางสมองที่เกิดจากของเสียคั่ง (hepatic encephalopathy; HE) ได้ จึงนิยมใช้ในผู้ป่วยโรคตับที่มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะ HE ที่บริโภคอาหารตามปกติได้น้อย

เนื่องจาก Aminoleban Oral มีสัดส่วนของกรดอะมิโนที่แตกต่างจากสูตรอื่น ๆ จึงทำให้มีรสชาติที่ค่อนข้างไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ป่วย จึงมีการเติมรสส้มเพื่อให้รสชาติดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การยอมรับรสชาติของ Aminoleban ยังคงมีน้อยกว่าอาหารทางการแพทย์สูตรอื่น ๆ ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากผู้ป่วยไม่สามารถดื่มได้ และไม่ได้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะ HE อาจพิจารณาเลือกอาหารทางการแพทย์สูตรอื่น ๆ ที่มีไม่ได้มีปริมาณไขมันสูงแต่มีปริมาณโปรตีนสูง (เช่นสูตรเสริมภูมิคุ้มกันที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป) ให้ผู้ป่วยดื่มเพื่อเพิ่มพลังงานและสารอาหารก่อนได้ เฉพาะช่วงที่ผู้ป่วยมีภาวะ HE หรือมีความเสี่ยงสูงมาก (ระดับแอมโมเนียในเลือดสูง) จึงอาจพิจารณาใช้ Aminoleban ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยอาจผสมกับอาหารทางการแพทย์สูตรทั่วไปเพื่อให้รสชาติยอมรับได้มากขึ้นได้

อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนสูง/ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน

อาหารทางการแพทย์ในหมวดนี้ จะมีปริมาณโปรตีนที่สูงกว่าสูตรทั่วไปมาก และมีการเติมสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน (immunonutrients) และช่วยลดการอักเสบ (กรดไขมันโอเมก้าสาม) จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่มีความต้องการโปรตีนเพิ่มสูงขึ้นมาก เช่น โรคมะเร็ง ผู้ป่วยพักฟื้นจากการผ่าตัดใหญ่ ผู้ป่วยแผลไฟไหม้ บาดเจ็บรุนแรงเฉียบพลัน เป็นต้น ในท้องตลาดมีจำหน่าย 3 แบรนด์คือ Neomune (บริษัท Thai Otsuka), Impact (บริษัท Nestle) และ Prosure (บริษัท Abbott) เมื่อพิจารณาถึงสารอาหาร Neomune จะมีปริมาณโปรตีนสูงที่สุด (25% ของพลังงานทั้งหมด) รองลงมาคือ Impact (22% ของพลังงานทั้งหมด) และ Prosure (21% ของพลังงานทั้งหมด) ดังนั้นในผู้ป่วยที่ต้องการพลังงานและโปรตีนสูงมาก ๆ เช่นผู้ป่วยไฟไหม้ระดับรุนแรงมาก อาจพิจารณาเลือกใช้ Neomune เพื่อให้ได้โปรตีนสูงที่สุด

แต่โดยสรุปแล้ว ในทางปฏิบัติโดยทั่วไป เช่นเดียวกับสูตรเบาหวาน ลักษณะทั่วไปของอาหารทางการแพทย์กลุ่มนี้ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์มีรสชาติที่แตกต่างกัน (Neomune รสชาติคล้ายนมถั่วเหลือง Impact มีการเติมรสผลไม้ ส่วน Prosure มีรสวานิลลา) การพิจารณาเลือกใช้จึงควรดูที่การยอมรับรสชาติของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยมะเร็ง อาจมีการรับรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ทำให้การยอมรับรสชาติและการบริโภคลดลง อาหารทางการแพทย์กลุ่มนี้สามารถปรับรสชาติด้วยการเติมน้ำผลไม้ หรือผงโกโก้ ผงกาแฟ ฯลฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงรสชาติ ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยยอมรับรสชาติได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องพึงระวังว่าการเติมน้ำผลไม้บางชนิดอาจทำให้โปรตีนในอาหารทางการแพทย์ตกตะกอน เกิดเป็นก้อน ไม่น่ารับประทานได้

อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร

อาหารทางการแพทย์ในกลุ่มนี้ ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลักเพียงแบรนด์เดียว คือ Peptamen (บริษัท Nestle) มีลักษณะพิเศษคือใช้โปรตีนเวย์ที่ผ่านการย่อยแล้วบางส่วน (whey hydrolysate) รวมถึงมีกรดไขมันความยาวปานกลาง (MCT) ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายกว่ากรดไขมันสายยาวทั่วไป (LCT) จึงทำให้การย่อยและการดูดซึมโปรตีนและไขมันทำได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการย่อยและการดูดซึมอาหาร เช่น ผู้ป่วยที่ผ่านการผ่าตัด เกิดภาวะลำไส้สั้น (short bowel syndrome) หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับหรือตับอ่อน ทำให้การย่อยและการดูดซึมสารอาหาร (โดยเฉพาะไขมัน) ผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ Peptamen มีส่วนผสมของโปรตีนที่ผ่านการย่อยแล้วบางส่วน ทำให้มีรสชาติที่ไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นอาหารทางสายให้อาหารมากกว่าการดื่มทางปาก แต่ก็มีผู้ป่วยบางส่วนที่สามารถยอมรับรสชาติได้เช่นเดียวกัน

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถยอมรับรสชาติของ Peptamen ได้ และไม่มีปัญหาในการดูดซึมโปรตีน อาจพิจารณาเลือกใช้ Pan-enteral (บริษัท Thai Otsuka) แทนได้ Pan-enteral ถูกพัฒนาเพื่อเป็นอาหารทางการแพทย์สำหรับเด็กที่มีปัญหาในการย่อยและดูดซึมไขมัน จึงมี MCT ประมาณ 50% ของไขมันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนค่อนข้างน้อย (12% ของพลังงานทั้งหมด) จึงจำเป็นต้องพิจารณาเสริมโปรตีนจากแหล่งอื่นเพื่อให้ได้รับโปรตีนเพียงพอด้วย

กล่าวโดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์เฉพาะโรค มีหลากหลายสูตร หลากหลายแบรนด์ การเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีโรคนั้น จำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ตัวอย่างเช่นผู้สูงอายุที่มีโรคเบาหวานที่มีความเสื่อมของไตร่วมด้วย จำเป็นต้องมีการประเมินภาวะโภชนาการก่อน จึงจะสามารถแนะนำสูตรที่เหมาะสมได้ ดังนั้นก่อนจะพิจารณาเลือกใช้อาหารทางการแพทย์สูตรใดก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล และนักโภชนาการ/นักกำหนดอาหารก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และประสิทธิภาพสูงสุดที่ผู้สูงอายุจะได้รับนั่นเอง

...

Tag:

มือใหม่ ความรู้พื้นฐาน

แชร์บทความนี้:


ฐนิต วินิจจะกูล
ผู้ช่วยอาจารย์ และนักกำหนดอาหาร ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

Related Posts

การวัดสัญญาณชีพ ทักษะพื้นฐานที่คุณควรรู้

เปรียบเทียบ “ราคา” ในการจ้างผู้ดูแล

ภาวะสับสน ของผู้สูงวัย

Health at Home

ศูนย์บริการส่งคนดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยให้คุณถึงที่บ้าน รายวัน รายเดือน ในกรุงเทพและต่างจังหวัด | ผู้ดูแลผ่านการตรวจสอบทักษะในการดูแล และผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญกรรม | ควบคุมโดยทีมพยาบาลของ Health at Home